Showing posts with label ชีทเข้า bas. Show all posts
Showing posts with label ชีทเข้า bas. Show all posts
หากน้องๆคนไหนยังไม่รู้ว่าการแต่งงานของเพศเดียวกัน หรือที่รู้จักกันในนามว่า same-sex marriage หรือ gay marriage นั้นคืออะไรแล้วมันมีความสำคัญยังไงต้องอ่านเลยค่ะ เพราะว่าเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงมากที่สุดในปีนี้เลย เพราะถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาในรอบสิบปีเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันซึ่งคนอเมริกันให้ความสำคัญกับมันมากๆๆๆๆๆ

ต้องท้าวความกันก่อนว่าประเทศอเมริกานั้นมีกฎหมายอยู่สองแบบหลักๆคือ กฎหมายกลาง (รัฐธรรมนูญ) ที่ใช้เป็นกฎหมายหลักในการปกครองประเทศอยู่แล้ว และกฎหมายของแต่ละรัฐ ที่ต้องมีการแบ่งออกแบบนี้เพราะเดิมทีประเทศอเมริกานั้นเป็นรัฐอาณานิคมที่อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศอังกฤษโดยแต่ละรัฐมีสถานะเท่าเทียมกัน แต่เมื่อหลังจากทำสงครามเพื่ออิสระภาพแล้วนั้นก็กลายเป็นต้องเพิ่มรัฐบาลกลางเพื่อให้เกิดความเป็นประเทศขึ้น รัฐบาลกลาง หรือ Federal Government นั้นมีหน้าที่ติดต่อกับต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นการทำสนธิสัญญาต่างๆ ทำสงคราม การค้า และคอยไกล่เกลี่ย หรือตัดสินคดีความข้อพิพาทระหว่างรัฐต่างๆ แต่เนื่องจากประเทศอเมริกานั้นมีขนาดใหญ่มากประกอบกัน 48 รัฐ (บนแผ่นดินใหญ่) รัฐฮาวาย และ รัฐอลาสก้า ด้วยรวมเป็น 50 รัฐ มีประชากรมากมายหลากหลายทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรม ประกอบกับการที่ประเทศอเมริกานั้นให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย แต่ละรัฐจึงมีลักษณะการปกครอง และการเมืองท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไปเหตุผลหลักๆเลยคือไม่ต้องการให้รัฐบาลกลางมีอำนาจมากจนเกินไปและต้องการให้การปกครองคนในท้องถิ่นเป็นไปในลักษณะการปกครองตนเอง ทำให้ส่วนใหญ่แล้วการออกกฎหมายที่ใช้ในแต่ละรัฐจึงอาศัยการโหวตภายในรัฐนั้นๆที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลท้องถิ่นรวมไปถึงการออกกฎหมายอนุญาติ หรือ ไม่อนุญาติให้มีการแต่งงานของเพศเดียวกันเกิดขึ้นด้วย โดยรัฐบาลกลางไม่มีสิทธิเข้าไปก้าวก่าย

แต่.... เมื่อไม่นานมีนี้ LGBT (Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender) movement ก็เป็นกระแสขึ้นหลายๆรัฐผ่านกฎหมายอนุญาติให้เพศเดียวกันแต่งงานกันได้ผ่านการทำประชามติในรัฐของตน อยู่ดีๆสภาคองเกรสก็มีการกลัว LGBT ทำให้มีการผ่านกฎหมายที่ชื่อว่า Defense of Marriage Act (DOMA) ในสมัย Bill Clinton เพื่อห้ามไม่ให้รัฐบาลกลางยอมรับ หรือ ​recognize การแต่งงานของเพศเดียวกัน โดยให้คำจำกัดความว่าการแต่งงานหมายถึงระหว่างชาย 1 หญิง 1 เท่านั้น (Traditional Marriage)

แต่.... ก็มีการต่อต้านการร้องเรียนต่างๆเกิดขึ้นมากมายจนเป็นเหตุนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายนี้ในปี 2014 ที่ศาลสูงของประเทศ (Supreme Court of the United States/ SCOTUS) strike down ว่าการที่รัฐบาลกลางไม่ยอมรับการแต่งงานที่ถูกต้องตามกฎหมายของคู่รักเพศเดียวกันนั้นคือการ discriminate และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่สมควรได้รับความคุ้มครองจากรัฐฯอย่างเท่าเทียมกัน เป็นสิ่งที่ unconstitutional  หรือ ผิดหลักรัฐธรรมนูญ ทำให้ตั้งแต่งนั้นเป็นต้นมารัฐบาลกลางก็ต้องยอมรับการแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันที่ทำอย่างถูกต้องในรัฐต่างๆได้

แต่.... เนื่องจาก Defense of Marriage Act มีบทบัญญัติหลายข้อและศาลสูงได้แก้ไขเฉพาะส่วนที่พูดถึงรัฐบาลกลางเท่านั้น ทำให้รัฐอื่นๆที่ยังไม่อนุญาติให้คู่รักเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ก็ยังคงไม่อนุญาติได้อยู่รวมถึงไม่จำเป็นต้องยอมรับด้วย ทำให้การประท้วงและเรียกร้องความเสมอภาคของเหล่า LGBT ก็ยังคงดำเนินต่อไป

แต่.... ในวันที่ 26 มิถุนายน 2015 นั้นก็มีการตัดสินข้อพิพาษระหว่าง Obergefell v. Hodges มีที่มาคือ Obergefell ผู้ร้องเสียหายต้องการมีชื่อเป็น Surviving Spouse ของสามีที่เสียชีวิตไปแต่ถูกปฎิเสธเพราะรัฐ Ohio ไม่ยอมรับการแต่งงานของเค้าและสามีในรัฐแมรี่แลนด์ เค้าจึงเรียกร้องขอความเป็นธรรมโดยมีการฟ้องร้องรัฐ Ohio ว่ากีดกัน และเหยียดหยามการแต่งงานของเค้าที่ทำขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายของรัฐอื่น คดีความกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตและมีการอุทรณ์ขึ้นไปจนถึงศาลสูง(สุด) ของประเทศจนได้ และศาลก็มีคำตัดสินออกมาว่าการแต่งงานนั้นเป็น right หรือ สิทธิที่ทุกคนทำได้ ทำให้ same-sex marriage เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายเหมือนการแต่งงานอื่นๆทั่วไป คู่สมรสมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับและได้รับผลประโยชน์ต่างๆเหมือนคู่สามี ภรรยาได้รับ และถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของ LGBT community ในอเมริกาเพราะเมื่อคำตัดสินมาจากศาลสูงแล้วถือเป็นอันสิ้นสุดและเด็ดขาดมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศทันที

แต่.... LGBT community ก็จะไม่หยุดอยู่แค่นี้เพราะพวกเค้าคิดว่าถึงแม้จะมีการแต่งงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่พวกเค้าอาจจะโดนรังแกจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยในการตัดสินของ SCOTUS ครั้งนี้ด้วยการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมา discriminate พวกเค้าอีก เหมือนกับกรณีของการเหยียดสีผิว, เพศ, ศาสนา, ฯลฯ ที่ชาวผิวสี และผู้หญิงยังคงเผชิญอยู่ในขณะนี้

ฉะนั้นก่อนที่เราจะทึกทักไปเองว่าคำตัดสินของศาลครั้งนี้จะนำไปสู่ Happy Ending ของทุกๆคน เราต้องคำนึงเสมอว่าการตัดสินครั้งนี้ผลคือผู้พิพากษา 5 คนเห็นด้วย และ 4 คนไม่เห็นด้วย คนในประเทศอเมริกาถึงแม้ว่าจะมีความเห็นเอนเอียงไปตามศาลสูง แต่อีกไม่น้อยเลยที่ยังไม่เห็นด้วยและคงจะไม่เปลี่ยนความคิดไปได้ง่ายๆ ดังนั้นถึงแม้ว่าทางกฎหมาย LGBT จะได้รับ marriage equality แล้วแต่ว่าทางภาคปฎิบัติพวกเค้ายังคงต้องต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันทางสังคมต่อไป.

ในโพสหน้าเราจะมาลองดูกันว่าเหตุผลที่หลายๆคนไม่เห็นด้วยกับการตัดสินครั้งนี้มีอะไรบ้างค่ะ





เนื่องจากการที่ข้อสอบๆเข้า BAS  เป็นข้อสอบที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะรูปแบบเช่น ปี 2014 มีข้อสอบแบบปรนัยด้วย แต่ปี 2015 ไม่มีแล้วกลายเป็นข้อเขียนล้วนๆ แถมคะแนน IELTS ยังเพิ่มขึ้นจาก 5 เป็น 6 อีก เพราะฉะนั้นใครที่สนใจจะเข้าที่นี่ต้องขยันอัพเดทข่าวสาร และห้ามยึดติด หรือ ท่องจำกับที่นี่เด็ดขาด พี่จะบอกน้องๆเสมอว่าการสอบเข้าที่นี่ไม่อยากให้ท่องจำ อยากให้รู้เนื้อหาคร่าวๆของหลายๆเรื่องในวงกว้างฝึกให้ความคิดเห็น และวิเคราะห์ เพราะว่าการทำแบบนี้ไม่ว่าข้อสอบจะออกมารูปแบบไหนน้องๆก็จะสามารถนำความรู้ตรงนี้มาใช้ได้เสมอๆ สมมติถ้าเราไปคิดว่าเค้าจะออกปรนัย (ซึ่งกว้างมากกกก) น้องไปมุ่งแต่ท่องจำแต่ไม่ยอมฝึกเขียนเพราะคิดว่ายังๆทำตรงนี้ได้ก็ยังดี แต่พอข้อสอบออกมาไม่มีปรนัยน้องจึงทำไม่ได้เลย นี่แหละความสำคัญของการเขียนเพราะการเขียน และการพูดคือสิ่งที่น่าจะวัดศักยภาพของน้องๆได้ดีกว่าการท่องจำ พี่จึงคิดว่าเนี่ยแหละเป็นเหตุผลที่โครงการตัดข้อปรนัยออกไป การเรียนที่ BAS เป็นการเรียนแบบตะวันตก (เพราะอาจารย์เป็นชาวตะวันตก)
เราคงจะปฎิเสธไม่ได้ว่าการเรียนการสอนแบบตะวันตกมีคุณภาพและเน้นการพัฒนาเด็กๆให้มีความคิดความเป็นตัวของตัวเอง และความมั่นใจในตัวเองมากกว่าการเรียนการสอนแบบไทยที่เน้นให้นักเรียนมีความเคารพน้อบน้อมครู ครูบอกอะไรก็เชื่อหมดทำให้เกิดการรับข้อมูลแบบด้านเดียว (คือด้านที่ครูเรียนมา) หากครูเรียนมาผิด หรือ เนื้อหาไม่เข้าสมัยเด็กก็ย่อมเป็นแบบนั้นไปด้วย ในขณะที่การเรียนการสอนแบบตะวันตกพยามให้เด็กตั้งคำถาม คิดเอง วิเคราะห์เอง โต้แย้งกับครูอาจารย์ได้ ไม่ถือว่าเป็นการปีนเกลียว หรือ ก้าวร้าวแต่อย่างได้ ซึ่งในด้านการเรียนการศึกษานั้น วัฒนธรรมแบบนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากนักเรียนคิดเอง วิเคราะห์เองไม่เป็นก็จะไม่สามารถนำมาปรับใช้ หรือ ประยุกต์ในชีวิตประจำวัน หรือ ในการทำงานประกอบอาชีพของตัวเองได้
พูดมาซะยาวประเด็นก็คือน้องๆคนไหนที่กำลังเล็งจะถามพี่ว่า พี่คะเค้าจะออกข้อสอบอะไร ยากมั้ย พี่คงจะตอบได้ยาก....สั้นๆคือ ถ้าเรามีความรู้รอบด้าน ไม่ว่าเค้าจะถามอะไรมาเราก็จะสามารถนำมาสรรค์สร้างเป็นคำตอบที่ดีได้เสมอค่ะ
อ่านประโยคด้านบนจบคิดต่อด้วยนะ เช่น พี่ใช้คำว่า ความรู้รอบด้าน ไม่ใช่ความรู้รอบตัว เพราะว่าความรู้รอบด้านคือด้านดี ด้านไม่ดี ด้านเห็นด้วย ด้านไม่เห็นด้วย ด้านเฉยๆ ด้านต่อต้าน ฯลฯ แถมพี่ยังใช้คำว่าคำตอบที่ดีแทนคำว่า คำตอบที่ถูกต้อง เนื่องจากข้อสอบอัตนัยที่ใช้ในการสอบเข้านั้นไม่มีถูก หรือ ผิด มีแต่คำตอบที่ดีมากตรงคำถาม ตรงประเด็น คำตอบที่ดีน้อย หรือ คำตอบที่ไม่ดี ซึ่งก็เชื่อมโยงกับที่พูดไปก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเรื่องรู้รอบด้าน เพราะการรู้รอบด้านเนี่ยแหละจะทำให้คำตอบของเราดูมีน้ำหนักต่อคนอ่านมากที่สุดนั่นเองจ้า
รู้แบบนี้แล้วน้องๆที่กำลังจะเตรียมตัวสอบเข้าที่นี้ หรือที่ไหนก็ตามในระดับมหาวิทยาลัยควรจะเริ่มฝึกทักษะการเขียนเรียงความของตัวเองเป็นอย่างแรกเลยค่ะ


  

          The United States won the Revolutionary war against its mother country, the United Kingdom on September 3, 1783. After 7 years of an on-going war after the declaration of Independence on July 4th, 1776. The Continental Army was led by General George Washington who later became the first President of America. Many other great figures during the Revolutionary war were John Adams (2nd President) who went to France and successfully negotiated a deal for a naval assistant from France. America and France also have similar struggles with its monarchy system. (France had their own revolution later in 1789)

ไม่ได้เข้ามาอัพซะนาน ตอนนี้น้องๆที่ติวกับพี่เมื่อช่วงต้นปีก็ได้สอบและประกาศผลไปเป็นทีเรียบร้อยแล้วนะจ้ะ เข้าไปดูรายละเอียด และรายชื่อเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กันได้ที่ www.basthammsat.org  สรุปคือ เท่าที่พี่ทราบส่วนใหญ่น้องๆที่ติวกับพี่ ก็จะสอบเข้าได้ซึ่งพี่ก็ดีใจด้วยนะคะ เข้ามาได้แล้วก็ทำให้ดีที่สุดละกัน

ขอพูดถึงคนที่ไม่ได้ก่อน คือพี่ก็ยังไม่แน่ใจนะว่าใครได้ใครไม่ได้บ้างเพราะบางคนก็ไม่ได้บอกพี่ แต่เท่าที่รู้คนที่ได้ก็คือคนที่พี่คิดแล้วว่าต้องได้ ประมาณว่าซื้อหวยก็คงถูกไปแล้ว คือไม่ได้บอกว่าตัวเองติวเก่งหรืออะไรนะ เพราะการติวของพี่ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการเตรียมความพร้อมในด้าน "ความรู้" เป็นหลัก ไม่ได้ติว "แกรมม่าร์" การติวของพี่คือเน้นให้น้องมีความรู้กว้างๆ และความรู้รอบตัวเพื่อจะได้นำไปใช้เขียนสอบ และสัมภาษณ์ได้ แต่ปัญหาของน้องที่สอบไม่ได้ (คือที่เงียบหายไปส่วนใหญ่) เท่าที่สังเกตุตอนที่สอนๆจะมาจาก..

1.ยังขาดความตั้งใจจริง ไม่พร้อม(หรือบางคนรู้ตัวช้าไปอะไรแบบนี้ ทำให้สมัครสอบไปแล้ว แต่ไม่มีคะแนนภาษาอังกฤษมายื่น หรือไม่ก็ไม่ผ่านเกณฑ์) - เมื่อรู้แบบนี้แล้ว น้องๆที่คิดจะสมัครเข้าที่นี่ในปีหน้าควรที่จะไปสอบภาษาอังกฤษ (TU-GET หรือ IELTS) ไว้เลยเพราะคะแนนพวกนี้เก็บได้สองปี คือถ้าผ่านก็ผ่าน แต่ถ้าไม่ผ่านจะได้มีเวลาไปสอบอีกครั้งได้ เพราะที่นี่ถึงแม้จะเป็นคณะอินเตอร์ฯ แต่กำหนดการต่างๆออกโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่อะลุ่มอะล่วยเหมือนที่อื่นนะ
**และที่สำคัญไม่ใช่ว่ามีตังค์ก็จะเรียนได้ทุกคน เพราะรับแค่ปีละ 100 คน ถึงแม้บางคนจะลาออก ไม่มาเรียนแล้วก็ไม่เกี่ยว ตัวสำรองมีวันหมดอายุ อย่าชะล่าใจเป็นอันขาด!! เพราะคนมาสอบคณะนี้ถึงไม่ได้เยอะเป็นพัน ก็จริง แต่ก็ไม่เคยต่ำกว่า 250 นะ (แปล่ามีคนไม่ได้แน่นอน)

2.ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษในด้านการเขียน - อย่างที่พูดไปแล้วว่าการติวของ BAS Tutor เนี่ยเป็นการเตรียมความพร้อมในด้านความรู้ เพราะฉะนั้นใครที่จะมาติวกับพี่ (หรือไม่ติวก็ตาม) ต้องมีพื้นฐานในการเขียนที่ดีติดตัวมาแล้วพอสมควร เรื่องภาษามาหวังพึ่งพี่ไม่ได้นะ เพราะพี่ไม่ได้เน้น คือดูให้ได้ บอกให้ได้เล็กน้อย แต่ต้องไปฝึกเอาเอง น้องบางคนที่มาติวกับพี่ คือถ้ามีพื้นฐานการเขียนดีอยู่แล้ว พี่แนะเค้านิดเดียวเค้าก็ไปกระจาย ต่อยอดความคิดได้ แต่คนไหนเขียนก็ไม่ได้ ความรู้รอบตัวก็ไม่ค่อยมี อย่างนี้ถึงสอบเข้าได้ แต่เข้าไปเรียนแล้วก็จะลำบากจ้า เพราะฉะนั้นอย่ามาหวังพึ่งน้ำบ่อหน้า (คือการมาเน้นติวเอาตอนใกล้สอบ) ให้เตรียมตัวเองในด้านอื่นๆมาให้พร้อมจะดีที่สุด

อ้อ เดี๋ยวจะขยายความให้ฟังนิดนึงแล้วกันว่า "พื้นฐานภาษาอังกฤษด้านทักษะการเขียน" เนี่ยมันคืออะไร ประมาณไหนถึงถือว่าดี - บอกให้ก็ได้ว่าถ้าถามพี่ ขอแค่อ่านรู้เรื่องก็พอแล้ว แต่ไม่ได้หมายถึงอ่านรู้เรื่องแบบสะกดถูกอะไรแบบนี้อย่างเดียวนะ เพราะการเขียนก็คือการสื่อสารอย่างนึง เพราะฉะนั้นใครที่เขียนแล้วพี่เข้าใจว่าต้องการจะสื่ออะไร สำหรับพี่(และคิดว่าอาจารย์ที่ตรวจข้อสอบก็ด้วย) ก็เป็นสิ่งที่พอแล้ว... แต่ ก็ยังรับประกันไม่ได้อยู่ดีนะว่าจะเข้าได้รึเปล่า เพราะ การสอบเข้าให้คะแนนการเขียน 60 การสัมภาษณ์ 40 แปลว่าเขียนสื่อสารเก่งอย่างเดียวก็อาจจะไม่พอ ซ้ำยังอาจจะมีคนที่เค้าเก่งกว่าเรามาสอบด้วยก็ได้ สรุปคือไปเตรียมตัวด้านภาษาอังกฤษมาให้ดีๆ ข่าว เข่อว อะไรยังไม่ต้องไปอ่านค่อยมาหาซื้อชีท หาติวทีหลังยังทัน (แค่ดูข่าวสามมิติตอนกลางคืนทุกวันไม่ทึบมากก็ถือว่ามีความรู้รอบตัวพอควรแล้ว)

3.การสนทนาพื้นฐาน การสอบสัมภาษณ์ของ BAS ถ้าเทียบกับคณะอื่นๆแล้วจากที่น้องบางคนเล่ามา ถือว่าไม่โหด ชิลๆมาก เค้าจะถามเราเกี่ยวกับเรื่องทั่วไป แต่ถ้าใครดูเก่งเค้าก็อาจจะถามลึก อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาจารย์แต่ละท่าน - ปัญหาที่พี่เจอในน้องบางคน ซึ่งถือว่าเป็นส่วนน้อยมาก พูดไม่รู้เรื่องเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นอะ เพราะประเทศไทยก็สอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนมาตั้งแต่แบเบาะละ ซึ่งพี่คิดว่าไม่น่าจะเป็นด้านความรู้ น่าจะเป็นด้านความมั่นใจมากกว่า บางคนพูดเสียงเบาๆ แผ่วๆ อย่างนี้ก็ถือว่าเสียบุคลิกนะ คือเอาเป็นว่ามั่นๆเข้าไว้แล้วกัน อย่าไปกังวลว่าเราจะพูดผิด หรือ อายอะไรมาก เพราะทำใจไว้เลยว่าเข้ามาแล้วไม่ช้าก็เร็วได้พูด ได้ตอบ ได้พรีเซ้นต์เป็นภาษาอังกฤษแน่ๆๆๆๆ 10000000%

รวมๆแล้วสิ่งที่อยากฝากน้องๆรุ่นต่อไปก็คือ "การเตรียมตัว" และ "ความตั้งใจ" นี่แหละที่สำคัญที่สุดในการสอบเข้าไม่ว่าจะที่ไหนอะไรยังไงก็ตาม อย่าไปคิดว่าเราไม่เก่ง บลา บลา บลา ท้อซะเปล่าๆนะ ฟุ้งซ่านด้วย เอาเวลามาพัฒนาตัวเองดีกว่า ตัวพี่เองก็ไม่เคยไปเรียนพิเศษอะไรที่ไหน ไม่ได้เรียนอินเตอร์อะไรมา ซัมเมอร์ต่างประเทศอะไรก็ไม่เคยไปอ่า อาศัยว่าใจชอบ(ภาษา) ก็พยายามฝึกฝนด้วยตัวเอง ดูหนังฝรั่งบ้าง คุยกับเพื่อนฝรั่งบ้าง อาจจะฟังดูไร้สาระนะ แต่ประเด็นคือเรื่องภาษาอะ พี่ว่ามันเป็นอะไรที่ต้องใช้บ้าง ไม่ใช่อยากเก่งอยากอะไรมากมาย แต่หวังพึ่งเอาจากคนอื่น โดยการไปเสียเงินเสียทองไรมากมายกับการเรียนภาษาอังกฤษทั้งๆที่มันไม่ใช่อะไรที่ยากเกินความสามารถเลย บางคนอ่อนจริงก็อาจจะไปเรียนเอาหลักการ แล้วก็มาฝึกต่อเองที่บ้านอย่างนี้ก็ได้ (= =" พิมพ์แล้วเหนื่อย) และที่สำคัญอย่าเรียนตามเพื่อน มันเสียเวลา เจอมาหลายคนแล้วเห็นเพื่อนไปเรียนที่นู่นที่นี่แล้วก็ตามกัยไปเป็นโขยง แต่สุดท้ายก็เรียนไม่ไหวบ้าง รู้ตัวทีหลังว่าชอบอย่างอื่นบ้าง

รู้อย่างนี้แล้วก็รีบไปสำรวจตัวเองเลย มีปัญหาอะไรก็อีเมล์มาหา มาถามมาคุยได้ที่ BAS.tutor@gmail.com [ลองเอาที่ตัวเองเคยเขียนมาให้พี่ดูก็ได้ว่าระดับภาษาของน้องเนี่ยประมาณไหน ไม่คิดตังค์ถือว่ารุ่นพี่รุ่นน้องช่วยๆกัน]

สำหรับคนที่สอบเข้ามาได้แล้ว อยากรู้เรื่องอะไรก็ถามพี่ๆทุกคนได้เลย วัน First Meet คงได้เจอกัน จะเป็นวันไหนที่ไหนยังไงต้องถามพี่ปีหนึ่งตอนนี้ดู ส่วนเรื่องการเรียนพี่ก็อยากแนะนำว่าช่วงนี้ปิดเทอมอยู่ว่างๆอ่ะ ให้ฝึกฟังไว้เยอะๆ เพราะอย่างที่รู้การเรียนการสอนจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด คนไหนมาจากอินเตอร์ก็จะได้เปรียบด้านนี้ไป อาจจะออก start ได้ดีกว่าคนอื่น ถ้าน้องคนไหนไม่เคยเรียนแบบนี้มาก่อน ช่วงเทอมแรกก็ต้องฟิตตัวเองดีๆเลย เพราะว่าถ้าเกรดเทอมแรกไม่ดีแล้วการจะอัพขึ้นมาค่อนข้างยากมากเลยทีเดียว (จากประสบการณ์ส่วนตัว >.<") อีกอย่างคือคณะเราถึงแม้จะเป็นศิลปศาสตร์ แต่ไม่มีการมาสอนภาษาอังกฤษ การเขียน การอ่านนะ ยกเว้นพวกที่ต้องเรียน EL หรือวิชาภาษาอังกฤษนั้นแหละ ซึ่งเพื่อนพี่ที่เรียนไปแล้วเค้าบอกว่าไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ ส่วนวิชาพวก Reading and Writing ต่างๆที่ต้องเรียนเทอมสอง อะไรแบบนี้เค้าก็จะไม่มานั่งสอนแกรมม่าร์ให้เรา เค้าจะสอนการเขียนแบบถูกวิธีให้ เช่น เวลาเขียนอะไรที่เป็นการเป็นงานเนี่ยต้องไม่ใช้คำประเภทไหน และมีกฎอะไรในการเขียนบ้าง เวลาเขียนแกรมม่าร์ผิดเค้าก็จะหักคะแนน แล้วก็บอกรวมๆว่าภาษาไม่ดีบ้างอะไรบ้าง แต่จะไม่มีนั่งสอน Tenses อะไรแล้ว.

ส่วนใครที่เคยมาถามพี่ว่าต้องเตรียมตัวไปหาหนังสืออะไรมาอ่านตอนนี้เลยมั้ย? ยังไม่ต้อง! เอาเวลามาฝึกภาษาตัวเองให้ดีก่อนดีกว่า เพราะมันเป็นปัจจัยหลักในการเรียน ถ้าเราฟังไม่เข้าใจ แล้วเราจะมาเขียนเล้กเชอร์/สอบได้ยังไง ใช่มั้ย? มีอะไรยกมือถามได้เลย แต่ขอที่มันเป็นเรื่องเป็นราวไม่ใช่อะไรที่ไร้สาระ เช่น ถามว่าไอ้คำง่ายๆที่เค้าพูดไปสะกดยังไง -*- มันเสียเวลาคนอื่นเค้า แล้วก็เป็นการ "โชว์โง่" แบบไร้ประโยชน์ รอถามเพื่อนข้างตอนเรียนเสร็จหรือ ถามอาจารย์ตอนหมดคาบก็ได้ (เดี๋ยวจะมาบอกเรื่องการจด Lecture อีกที อันนี้เริ่มจะยาวไปละ)

สุดท้ายนี้ก็ปิดด้วย "คำขอ" ส่วนตัวของพี่เอง - ขอเลยนะ, พวกคุณหนูๆทั้งหลาย********เข้ามาได้แล้วก็ช่วยทำตัวให้มันดีๆ ถึงแม้อาจารย์จะเป็นชาวต่างชาติ ไม่ได้ซีเรียสกับมารยาทเท่าไหร่ แต่ไอ้การใช้ BB iPhone iPad อะไรต่างๆในห้องเรียนมันถือว่าเป็นการไม่สุภาพอย่างร้ายแรง (รู้พี่นี่หละตัวดี แต่มันเตือนยาก ก็เตือนน้องๆนี่แหละ ประวัติยังขาวสะอาดอยู่) ฝรั่งเนี่ยเค้าคาดหวังให้นักศึกษาที่อยู่ระดับมหาลัยแล้วมีความรับผิดชอบประมาณนึง ไม่ถึงกับว่าจะต้องทำงาน 8 jobs เหมือนเด็กฝรั่งอะไรอย่างนั้นหรอก แค่เรื่องการเรียนมาให้ ตรงเวลา สายมากก็ไม่ต้องด้านหน้าเข้าไปเพื่อเอา attendance (มันทุเรดบอกตามตรง) แนะนำว่าให้มองฝรั่งที่ต้องออกจากบ้านมาอยู่เอง กู้เงินเรียน ทำงานไปด้วยอีก แล้วเอามาเปรียบเทียบแล้วกันว่าพวกเราโชคดีแค่ไหนแล้ว 


*อย่าให้ใครมาว่าเด็ก BAS ธรรมศาสตร์ ได้อีกว่าไฮโซบ้างดีแต่ใช้เงิน คุณหนูบ้าง (เพราะเค้าเอาไว้ว่าเด็กจุฬาฯ เรื่องคุณหนูอ่ะ 55 เด็ก มธ. ต้องติดดิน!) เรียนไม่ได้เรื่อง พูดมาก ไม่ตั้งใจเรียน มารยาททรามกับอาจารย์ (คืออาจารย์ส่วนใหญ่มาอยู่ไทยนานละ เค้าก็รู้ว่าคนไทยจริงแล้วมารยาทประมาณไหน อย่ามาทำตัวฝรั่งจ๋ามาก ไม่งามๆ) <<< พวกนี้มาจากเด็กธรรมศาสตร์ด้วยกันเองทั้งนั้น จะบอกว่าไม่ได้เป็นคนแบบนั้นแต่ต้องพิสูจน์ด้วยความประพฤติค่ะเรื่องพวกนี้ " Actions speak louder than words."


ก็ฝากไว้แค่นี้แล้วกัน วันหลังจะมาอบรมใหม่ :)

xoxo
Aom