Showing posts with label BAS ธรรมศาสตร์. Show all posts
Showing posts with label BAS ธรรมศาสตร์. Show all posts
หากน้องๆคนไหนยังไม่รู้ว่าการแต่งงานของเพศเดียวกัน หรือที่รู้จักกันในนามว่า same-sex marriage หรือ gay marriage นั้นคืออะไรแล้วมันมีความสำคัญยังไงต้องอ่านเลยค่ะ เพราะว่าเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงมากที่สุดในปีนี้เลย เพราะถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาในรอบสิบปีเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันซึ่งคนอเมริกันให้ความสำคัญกับมันมากๆๆๆๆๆ

ต้องท้าวความกันก่อนว่าประเทศอเมริกานั้นมีกฎหมายอยู่สองแบบหลักๆคือ กฎหมายกลาง (รัฐธรรมนูญ) ที่ใช้เป็นกฎหมายหลักในการปกครองประเทศอยู่แล้ว และกฎหมายของแต่ละรัฐ ที่ต้องมีการแบ่งออกแบบนี้เพราะเดิมทีประเทศอเมริกานั้นเป็นรัฐอาณานิคมที่อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศอังกฤษโดยแต่ละรัฐมีสถานะเท่าเทียมกัน แต่เมื่อหลังจากทำสงครามเพื่ออิสระภาพแล้วนั้นก็กลายเป็นต้องเพิ่มรัฐบาลกลางเพื่อให้เกิดความเป็นประเทศขึ้น รัฐบาลกลาง หรือ Federal Government นั้นมีหน้าที่ติดต่อกับต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นการทำสนธิสัญญาต่างๆ ทำสงคราม การค้า และคอยไกล่เกลี่ย หรือตัดสินคดีความข้อพิพาทระหว่างรัฐต่างๆ แต่เนื่องจากประเทศอเมริกานั้นมีขนาดใหญ่มากประกอบกัน 48 รัฐ (บนแผ่นดินใหญ่) รัฐฮาวาย และ รัฐอลาสก้า ด้วยรวมเป็น 50 รัฐ มีประชากรมากมายหลากหลายทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรม ประกอบกับการที่ประเทศอเมริกานั้นให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย แต่ละรัฐจึงมีลักษณะการปกครอง และการเมืองท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไปเหตุผลหลักๆเลยคือไม่ต้องการให้รัฐบาลกลางมีอำนาจมากจนเกินไปและต้องการให้การปกครองคนในท้องถิ่นเป็นไปในลักษณะการปกครองตนเอง ทำให้ส่วนใหญ่แล้วการออกกฎหมายที่ใช้ในแต่ละรัฐจึงอาศัยการโหวตภายในรัฐนั้นๆที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลท้องถิ่นรวมไปถึงการออกกฎหมายอนุญาติ หรือ ไม่อนุญาติให้มีการแต่งงานของเพศเดียวกันเกิดขึ้นด้วย โดยรัฐบาลกลางไม่มีสิทธิเข้าไปก้าวก่าย

แต่.... เมื่อไม่นานมีนี้ LGBT (Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender) movement ก็เป็นกระแสขึ้นหลายๆรัฐผ่านกฎหมายอนุญาติให้เพศเดียวกันแต่งงานกันได้ผ่านการทำประชามติในรัฐของตน อยู่ดีๆสภาคองเกรสก็มีการกลัว LGBT ทำให้มีการผ่านกฎหมายที่ชื่อว่า Defense of Marriage Act (DOMA) ในสมัย Bill Clinton เพื่อห้ามไม่ให้รัฐบาลกลางยอมรับ หรือ ​recognize การแต่งงานของเพศเดียวกัน โดยให้คำจำกัดความว่าการแต่งงานหมายถึงระหว่างชาย 1 หญิง 1 เท่านั้น (Traditional Marriage)

แต่.... ก็มีการต่อต้านการร้องเรียนต่างๆเกิดขึ้นมากมายจนเป็นเหตุนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายนี้ในปี 2014 ที่ศาลสูงของประเทศ (Supreme Court of the United States/ SCOTUS) strike down ว่าการที่รัฐบาลกลางไม่ยอมรับการแต่งงานที่ถูกต้องตามกฎหมายของคู่รักเพศเดียวกันนั้นคือการ discriminate และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่สมควรได้รับความคุ้มครองจากรัฐฯอย่างเท่าเทียมกัน เป็นสิ่งที่ unconstitutional  หรือ ผิดหลักรัฐธรรมนูญ ทำให้ตั้งแต่งนั้นเป็นต้นมารัฐบาลกลางก็ต้องยอมรับการแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันที่ทำอย่างถูกต้องในรัฐต่างๆได้

แต่.... เนื่องจาก Defense of Marriage Act มีบทบัญญัติหลายข้อและศาลสูงได้แก้ไขเฉพาะส่วนที่พูดถึงรัฐบาลกลางเท่านั้น ทำให้รัฐอื่นๆที่ยังไม่อนุญาติให้คู่รักเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ก็ยังคงไม่อนุญาติได้อยู่รวมถึงไม่จำเป็นต้องยอมรับด้วย ทำให้การประท้วงและเรียกร้องความเสมอภาคของเหล่า LGBT ก็ยังคงดำเนินต่อไป

แต่.... ในวันที่ 26 มิถุนายน 2015 นั้นก็มีการตัดสินข้อพิพาษระหว่าง Obergefell v. Hodges มีที่มาคือ Obergefell ผู้ร้องเสียหายต้องการมีชื่อเป็น Surviving Spouse ของสามีที่เสียชีวิตไปแต่ถูกปฎิเสธเพราะรัฐ Ohio ไม่ยอมรับการแต่งงานของเค้าและสามีในรัฐแมรี่แลนด์ เค้าจึงเรียกร้องขอความเป็นธรรมโดยมีการฟ้องร้องรัฐ Ohio ว่ากีดกัน และเหยียดหยามการแต่งงานของเค้าที่ทำขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายของรัฐอื่น คดีความกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตและมีการอุทรณ์ขึ้นไปจนถึงศาลสูง(สุด) ของประเทศจนได้ และศาลก็มีคำตัดสินออกมาว่าการแต่งงานนั้นเป็น right หรือ สิทธิที่ทุกคนทำได้ ทำให้ same-sex marriage เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายเหมือนการแต่งงานอื่นๆทั่วไป คู่สมรสมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับและได้รับผลประโยชน์ต่างๆเหมือนคู่สามี ภรรยาได้รับ และถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของ LGBT community ในอเมริกาเพราะเมื่อคำตัดสินมาจากศาลสูงแล้วถือเป็นอันสิ้นสุดและเด็ดขาดมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศทันที

แต่.... LGBT community ก็จะไม่หยุดอยู่แค่นี้เพราะพวกเค้าคิดว่าถึงแม้จะมีการแต่งงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่พวกเค้าอาจจะโดนรังแกจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยในการตัดสินของ SCOTUS ครั้งนี้ด้วยการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมา discriminate พวกเค้าอีก เหมือนกับกรณีของการเหยียดสีผิว, เพศ, ศาสนา, ฯลฯ ที่ชาวผิวสี และผู้หญิงยังคงเผชิญอยู่ในขณะนี้

ฉะนั้นก่อนที่เราจะทึกทักไปเองว่าคำตัดสินของศาลครั้งนี้จะนำไปสู่ Happy Ending ของทุกๆคน เราต้องคำนึงเสมอว่าการตัดสินครั้งนี้ผลคือผู้พิพากษา 5 คนเห็นด้วย และ 4 คนไม่เห็นด้วย คนในประเทศอเมริกาถึงแม้ว่าจะมีความเห็นเอนเอียงไปตามศาลสูง แต่อีกไม่น้อยเลยที่ยังไม่เห็นด้วยและคงจะไม่เปลี่ยนความคิดไปได้ง่ายๆ ดังนั้นถึงแม้ว่าทางกฎหมาย LGBT จะได้รับ marriage equality แล้วแต่ว่าทางภาคปฎิบัติพวกเค้ายังคงต้องต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันทางสังคมต่อไป.

ในโพสหน้าเราจะมาลองดูกันว่าเหตุผลที่หลายๆคนไม่เห็นด้วยกับการตัดสินครั้งนี้มีอะไรบ้างค่ะ





เนื่องจากการที่ข้อสอบๆเข้า BAS  เป็นข้อสอบที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะรูปแบบเช่น ปี 2014 มีข้อสอบแบบปรนัยด้วย แต่ปี 2015 ไม่มีแล้วกลายเป็นข้อเขียนล้วนๆ แถมคะแนน IELTS ยังเพิ่มขึ้นจาก 5 เป็น 6 อีก เพราะฉะนั้นใครที่สนใจจะเข้าที่นี่ต้องขยันอัพเดทข่าวสาร และห้ามยึดติด หรือ ท่องจำกับที่นี่เด็ดขาด พี่จะบอกน้องๆเสมอว่าการสอบเข้าที่นี่ไม่อยากให้ท่องจำ อยากให้รู้เนื้อหาคร่าวๆของหลายๆเรื่องในวงกว้างฝึกให้ความคิดเห็น และวิเคราะห์ เพราะว่าการทำแบบนี้ไม่ว่าข้อสอบจะออกมารูปแบบไหนน้องๆก็จะสามารถนำความรู้ตรงนี้มาใช้ได้เสมอๆ สมมติถ้าเราไปคิดว่าเค้าจะออกปรนัย (ซึ่งกว้างมากกกก) น้องไปมุ่งแต่ท่องจำแต่ไม่ยอมฝึกเขียนเพราะคิดว่ายังๆทำตรงนี้ได้ก็ยังดี แต่พอข้อสอบออกมาไม่มีปรนัยน้องจึงทำไม่ได้เลย นี่แหละความสำคัญของการเขียนเพราะการเขียน และการพูดคือสิ่งที่น่าจะวัดศักยภาพของน้องๆได้ดีกว่าการท่องจำ พี่จึงคิดว่าเนี่ยแหละเป็นเหตุผลที่โครงการตัดข้อปรนัยออกไป การเรียนที่ BAS เป็นการเรียนแบบตะวันตก (เพราะอาจารย์เป็นชาวตะวันตก)
เราคงจะปฎิเสธไม่ได้ว่าการเรียนการสอนแบบตะวันตกมีคุณภาพและเน้นการพัฒนาเด็กๆให้มีความคิดความเป็นตัวของตัวเอง และความมั่นใจในตัวเองมากกว่าการเรียนการสอนแบบไทยที่เน้นให้นักเรียนมีความเคารพน้อบน้อมครู ครูบอกอะไรก็เชื่อหมดทำให้เกิดการรับข้อมูลแบบด้านเดียว (คือด้านที่ครูเรียนมา) หากครูเรียนมาผิด หรือ เนื้อหาไม่เข้าสมัยเด็กก็ย่อมเป็นแบบนั้นไปด้วย ในขณะที่การเรียนการสอนแบบตะวันตกพยามให้เด็กตั้งคำถาม คิดเอง วิเคราะห์เอง โต้แย้งกับครูอาจารย์ได้ ไม่ถือว่าเป็นการปีนเกลียว หรือ ก้าวร้าวแต่อย่างได้ ซึ่งในด้านการเรียนการศึกษานั้น วัฒนธรรมแบบนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากนักเรียนคิดเอง วิเคราะห์เองไม่เป็นก็จะไม่สามารถนำมาปรับใช้ หรือ ประยุกต์ในชีวิตประจำวัน หรือ ในการทำงานประกอบอาชีพของตัวเองได้
พูดมาซะยาวประเด็นก็คือน้องๆคนไหนที่กำลังเล็งจะถามพี่ว่า พี่คะเค้าจะออกข้อสอบอะไร ยากมั้ย พี่คงจะตอบได้ยาก....สั้นๆคือ ถ้าเรามีความรู้รอบด้าน ไม่ว่าเค้าจะถามอะไรมาเราก็จะสามารถนำมาสรรค์สร้างเป็นคำตอบที่ดีได้เสมอค่ะ
อ่านประโยคด้านบนจบคิดต่อด้วยนะ เช่น พี่ใช้คำว่า ความรู้รอบด้าน ไม่ใช่ความรู้รอบตัว เพราะว่าความรู้รอบด้านคือด้านดี ด้านไม่ดี ด้านเห็นด้วย ด้านไม่เห็นด้วย ด้านเฉยๆ ด้านต่อต้าน ฯลฯ แถมพี่ยังใช้คำว่าคำตอบที่ดีแทนคำว่า คำตอบที่ถูกต้อง เนื่องจากข้อสอบอัตนัยที่ใช้ในการสอบเข้านั้นไม่มีถูก หรือ ผิด มีแต่คำตอบที่ดีมากตรงคำถาม ตรงประเด็น คำตอบที่ดีน้อย หรือ คำตอบที่ไม่ดี ซึ่งก็เชื่อมโยงกับที่พูดไปก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเรื่องรู้รอบด้าน เพราะการรู้รอบด้านเนี่ยแหละจะทำให้คำตอบของเราดูมีน้ำหนักต่อคนอ่านมากที่สุดนั่นเองจ้า
รู้แบบนี้แล้วน้องๆที่กำลังจะเตรียมตัวสอบเข้าที่นี้ หรือที่ไหนก็ตามในระดับมหาวิทยาลัยควรจะเริ่มฝึกทักษะการเขียนเรียงความของตัวเองเป็นอย่างแรกเลยค่ะ


  
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการสอบเข้าของปีการศึกษา 2558/2015 นะคะ ยินดีด้วยกับน้องๆทุกคนที่ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือติวเข้มกันจนหยดสุดท้ายและความพยายามก็ส่งผลสำเร็จค่ะ น้องๆที่ติดตัวสำรองก็ต้องภูมิใจนะคะว่าอย่างน้อยเราก็ยังมีโอกาส และผ่านเกณฑ์การคัดเลือกมาระดับนึง เพราะของธรรมศาสตร์ถึงแม้จะเป็นคณะอินเตอร์ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าได้แบบชิลๆนะจ้ะ ต้องพยายามพอสมควร อีกทั้งปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามีคนมาสมัครมากขึ้นเยอะจริงๆ และโครงการรับแค่ 101 คน ที่เป็นตัวจริง (เรียงตามเลขที่สมัคร)  ส่วนตัวสำรองนี่เรียงตามคะแนนสอบค่ะลองไปเช็คผลการสอบกันที่นี่

เราย้ายไปที่ www.bastutors.com แล้วค่ะ

เพิ่มเติมคำถามของปีที่ผ่านมา คือ ให้เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียของประเทศอเมริกากับประเทศจีน และความเป็นไปได้ที่จีนจะมาแทนที่อเมริกาในฐานะผู้นำโลก - คำถามนี้อันที่จริงก็ไม่ตายตัวอยู่แล้วว่าเราจะตอบในทิศทางไหน หรือ คำถามเป้ะๆ คืออะไร เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้แชร์ไอเดีย และวิเคราะห์ จากความรู้หรือความเห็นส่วนตัวของเรา ความเป็นไปได้ ข้อดี ข้อเสีย ของการที่ประเทศจีนจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลก โดยเฉพาะได้ด้านเศรษฐกิจของจีน ลองไปดูตัวอย่างการเขียนเชิงวิเคราะห์ตามลิงค์ข้างล่างดูค่ะ

         ประเทศสหราชอาณาจักรไม่มีรัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษรที่กำหนดบทบาทของรัฐบาล กับ ประชาชนเหมือนประเทศอื่นๆในโลก แต่จะใช้เอกสารเช่น คำตัดสินของศาลที่เคยมีมา ผลงานของผู้มีอำนาจ หรือ สนธิสัญญาต่างๆมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการปกครองประเทศ โดยรัฐธรรมนูญลักษณะนี้ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญแบบ 'uncodified' หรือ 'unwritten' ซึ่งอาจหมายถึงเอกสารการประชุมของรัฐสภาในสมัยต่างมาใช่ร่วมด้วย

          The United States won the Revolutionary war against its mother country, the United Kingdom on September 3, 1783. After 7 years of an on-going war after the declaration of Independence on July 4th, 1776. The Continental Army was led by General George Washington who later became the first President of America. Many other great figures during the Revolutionary war were John Adams (2nd President) who went to France and successfully negotiated a deal for a naval assistant from France. America and France also have similar struggles with its monarchy system. (France had their own revolution later in 1789)

     ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 โทมัส เจฟเฟอร์สัน หนึ่งในตัวแทนของ 13 อาณานิคมเดิมของประเทศอังกฤษได้ผ่านร่างคำประกาศอิสรภาพของประเทศอเมริกา ซึ่งถือเป็นการประกาศสงครามกับประเทศแม่ และเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเพื่ออิสรภาพที่ได้มาหลังจากมีการสู้สงครามอย่างยืดเยื้อเป็นเวลากว่า 10 ปี กับประเทศอังกฤษ โดยในสมัยนั้นนายพลจอร์จ วอชิงตัน ซึ่งต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศสหรัฐอเมริกาก็เป็นแม่ทัพใหญ่ที่นำชัยชนะมาสู่ 13 อาณานิคมในที่สุด โดยได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพเรือของประเทศฝรั่งเศส และสุดท้ายก็ได้รับ เทพีแห่งเสรีภาพ เป็นของขวัญจากประเทศฝรั่งเศสเพื่อเฉลิมฉลองอีกด้วย
สวัสดีค่ะ หลังจากที่ห่างหายจากการอัพบล้อกไปนานมาก ต้องขอโทดด้วยจริงๆสำหรับใครที่ติดตามอยู่ เพราะไม่ว่าจะเป็นงานประจำ หรือ การติวให้น้องๆในช่วงปีที่ผ่านมาทำเอาพี่แทบไม่มีเวลาทำอะไรเลย

ยังไงอยากขอแสดงความยินดีสำหรับคนที่เข้าสอบในช่วงวันที่ 29 มีนา ที่ผ่านมาเพราะว่าได้ผ่านช่วงที่เครียดที่สุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ต้องมาลุ้นกันต่อว่าจะมีใครที่ผ่านการคัดเลือกบ้าง.... แต่สำหรับคนที่ไม่ผ่าน หรือ ยังวิตกกังวลว่าตัวเองยังทำได้ไม่มีเท่าที่ควรก็ขอให้นึกเสมอว่าเราทำดีที่สุดแล้วกับความรู้ที่เรามีนะจ้ะ

มีอะไรอยากจะอัพเดทเล็กน้อย และอธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้น 

เรื่องแรกนี้ค่อนข้างซีเรียสนิดนึงเพราะมีน้องที่ติวกับพี่ไปเจอมาว่ามีการเอา materials ในการติวของพี่ไม่ว่าจะเป็นเฉลย หรือ สรุปเนื้อหาที่พี่ส่งให้ก่อนสอบไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ต้องนำมาบอกกล่าวกันนิดนึงคือ ส่วนตัวแล้วพี่ไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากมาย แค่เสียความรู้สึกที่มีเด็กที่เคยเรียนกับพี่ถือโอกาสเอาชีทไปเผยแพร่นะ แต่มันเป็นสิ่งทีพี่ทำใจอยู่ แล้ว แต่เนื่องจากเอกสารต่างๆที่พี่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนเขียนขึ้นเองทั้งหมด แต่มันก็มากจากรวบรวมของพี่เอง เพื่อนมอบให้แค่คนที่สนใจค้นหาและก็เปิดมาเจอบล๊อกของพี่ แต่กลับมีคนบางกลุ่มเอาไปแจกฟรี!!! รวมถึงทำให้น้องๆที่ต้องเสียเงินมาติว หรือ ซื้อชีทไม่พอใจมากกกก ถือเป็นการเอาเปรียบทั้งพี่ และน้องๆที่พยายามสืบค้น หาอ่านบล้อกและติดต่อพี่มาเอง

อันที่จริงราคาชีทเพียงแค่ 300 บาทถือว่าถูกโคตรๆ พี่เลยตัดสินใจว่าสำหรับการติวในการสอบเข้าปีการศึกษาหน้าจะต้องมีการสังคยนาชีทใหม่ทั้งหมด :)

แล้วปัญหาที่สองที่เจอจากการติวในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีน้องบางคน "กลัว" การโอนมัดจให้กับพี่.... อาจทำให้เสียโอกาสในการติวไป อันที่จริงการโอนเงินมัดจำเป็นเป็นอะไรที่คนทั่วไปเค้าก็ทำกันนะ คือที่มีการตั้งกฏนี้ขึ้นมาเพราะว่า การที่น้องมาคอนเฟิมเรื่องวันเวลาส่งๆไปมันทำให้ตารางของพี่ ที่ไม่ยืดหยุ่นเหมือนแต่ก่อนเกิดการรวนขึ้นอย่างแรง แล้วก็ทำให้พี่เสียเวลาและอารมณ์มากๆด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับโอกาสต่อไปขอให้เคลียร์ตัวเองให้ชัวร์ๆ แล้วก็ค่อยทำการนัดคอนเฟิมและมัดจำ (หากมีการเลื่อน อนุญาติให้แค่ 1 ครั้งนะคะ)

เรื่องที่สามคือ จะมานัดติวอะไรกันช่วงเดือนสุดท้ายก่อนสอบ???????? มีหลายคนที่เสียโอกาสในการเตรียมตัวไปเพราะ "ช้า" ตารางติวได้แค่วันเสาร์-อาทิตย์นะคะ เพราะฉะนั้นเดือนนึงจะติวได้มากสุดคือ 3 รอบ/กรุ้ป พี่จึงมีความคิดจะเปลี่ยนค่าเรียนให้เป็นอัตราเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ง่ายต่อการจัดตาราง เอาเป็นว่าใครมาเร็ว และอยากติวเดี่ยวก็จะโชคดีไป ใครมาช้าก็อาจจะต้องไปติวร่วมกับคนอื่นละกัน (แต่จำนวนที่รับติวจะไม่เกิน 4 คน/กรุ้ปแน่นอน)

ปล. หากผู้ปกครอง แม่ พ่อ ป้า น้า อา จะช่วยติดต่อให้น้องในครั้งแรกโอเคนะคะ แต่อยากให้น้องที่จะติวจริงๆเป็นคนติดต่อคุยเองมากกว่าค่ะ 

โปรดติดตามการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นได้ในบล็อกต่อไป และขอให้น้องๆทุกคนโชคดีจ้าาา

สำหรับน้องๆที่สนใจจะติวสำหรับเข้าสอบปี 2015 สามารถคุยได้ที่ LINE: aomnomm (สะดวกสุด) หรือจะโทรมาก็เบอร์เดิม 087-013-4999 

- พี่อ้อม <3
สรุปสั้นๆคือเมื่อก่อนมันจะมีกฎหมายที่เรียกว่า DOMA ที่ย่อมาจาก Defense of Marriage Act มาทำให้คู่รักที่เป็นเพศเดียวกันไม่สามารถแต่งงานกันได้ (ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละรัฐ ว่าอนุญาติให้แต่งได้มั้ย เป็น State Law) แต่รัฐบาลกลางไม่ยอมรับเพราะฉะนั้นการแต่งงานก็จะถึงว่ายังไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร แต่เมื่อไม่นานมานี้ก็มีการตัดสินจากศาลสูง (US Supreme Court) ของอเมริกาว่าไอ้ข้อบัญญัติที่บอกว่า Marriage หมายถึงการแต่งงานของเพศตรงข้าม (หญิง กับ ชาย) เท่านั้น เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักรัฐธรรมนูญของประเทศอเมริกาที่พูดถึง equal protection หรือการได้รับความคุ้มครองอย่างเสมอภาคกัน และ  DOMA เป็นการ discriminate หรือ กีดกันคู่รักเพศเดียวกันไม่ให้ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเหมือนคนอื่น ทำให้ปัจจุบัน Federal Government ที่แต่ก่อนไม่ย้อมรับ หรือ recognized  การแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกัน สามารถยอมรับเช่นออกกรีนการ์ด หรือ ให้คู่สมรสเพศเดียวกันได้รับสิทธิประโยชน์ของคู่สมรสได้ (สินสมรส, ประกันชีวิต, การอพยพ, ฯลฯ) ง่ายๆคือสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆที่คู่สมรสชาย หญิง มีได้จ้า

เพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2015 ศาลสูงของอเมริกามีการตัดสินให้การแต่งงานของเพศเดียวกันมีความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมกันกับการแต่งงานระหว่างชาย หญิงแล้วค่ะ โดยให้ถือว่า same sex marriage เป็น right หรือสิทธิของคนทุกคน มีความสำคัญที่ทำให้ทุกๆรัฐในประเทศอเมริกาต้องอนุญาติให้มีการแต่งงานและยอมรับ คือไม่ยอมไม่ได้เพราะเป็นคำตัดสินของ Supreme Court ที่มีรากฐานจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ

ปล. ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ก็เป็นปธน. ของอเมริกา คนแรกที่ออกมาสนับสนุนสิทธิคู่รักเพศเดียวกันอย่างเปิดเผยในขณะดำรงตำแหน่งอยู่ค่ะ

ใครอยากรู้ลึกรู้จริงก็หาอ่านเพิ่มเติมได้

http://en.wikipedia.org/wiki/Defense_of_Marriage_Act

http://en.wikipedia.org/wiki/United_States_v._Windsor

เดี๋ยวโพสหน้าจะมาคุยเรื่อง Gay marriage กันแบบลงลึกอีกทีนะคะ

เริ่มรับติวเข้า BAS อีกครั้งวันที่ 25-29 ธ.ค. 55 และ 3-29 ม.ค. 56 ค่ะ

ค่าเรียน
เดี่ยว 4,500.-
2 คน (คนละ) 3,000.- บาท
3-4 คน (คนละ) 2,700 บาท


นัดวันแล้วมัดจำได้เลย 1,500 บาท และชำระส่วนที่เหลือวันแรกที่มาเรียนค่ะ


ไฟล์ชีท ราคา 300 บาท (.pdf)

ชำระค่าชีทและมัดจำด้วยการโอนเงินเข้าธนาคาร

กสิกรไทย 732-2-90783-9 (ออมทรัพย์)
ชื่อ ปานทิพย์ กาญจนกิตติชัย

สนใจรายะลเอียดเพิ่มเติมติดต่อพี่อ้อมได้ที่เบอร์ 087-013-4999 (whatsapp/line)


                น้องๆอาจะเคยได้ยินกันมาบ้างกับการเรียนมหาวิทยาลัยให้จบภายใน 3 ปี ครึ่ง วันนี้พี่มีข้อแนะนำเล็กๆน้อยๆมาบอกน้องๆว่าทำไมการจบสามปีครึ่งถึงไม่ยากอย่างที่คิด คนไม่เก่งก็เรียนจบสามปีครึ่งได้ เคล็ดลับมีสามข้อ...เอง

ข้อ 1. "ลงเยอะ" เยอะในที่นี้คือ 6 วิชาเท่านั้นเองซึ่งถ้าเทียบกับการเรียน ม.ปลายแล้วพี่ว่าเรียนมหาลัย หกวิชามันง่ายกว่าเยอะ เพียงแต่เราก็พยายามลองสังเกตุดูว่าวิชาไหนจะเน้นสอบปลายภาค และวิชาไหนสอบในห้อง หรือเน้นการเข้าเรียนทำงานระหว่างภาคมากกว่า แล้วก็พยายาม "กระจายความเสี่ยง" ออกไป โดยการเลือกวิชาเหล่านี้มาปนๆกัน

หมายเหตุ: หลังจากน้องสอบติดแล้ว ในวันปฐมนิเทศน์ทางโครงการจะมีการแจก Handbook ซึ่งในนั้นจะมีแผนการเรียนต่างๆให้ ก็ลองสังเกตุดูว่าเทอมไหนเค้ามีวิชาบังคับแค่ 5 ตัว เราก็ลองไปดูรายชื่อวิชา Free Electives ดูแล้วพอเวลาลงทะเบียน ก็แอดเพิ่มวิชาที่ต้องการลงไป แค่นี้ก็ได้เรียนเทอมละ 6 ตัวแล้ว

                แต่ช้าก่อนมีข้อเตือนใจนิดนึงว่า ตามแผนที่เรียนถ้าวิชาไหนเค้าวางแผนมาให้อยู่แล้ว ก็เรียนไปตามนั้น ไม่สมควรเอาวิชาบังคับของแต่ละภาคมาเรียนก่อน.. สมมติว่า International Relations เป็นวิชาที่เค้าให้เลือกตอนอยู่ปีสูงแล้วก็ควรจะเก็บไว้เรียนตอนนั้น เพราะถึงแม้เค้าไม่ได้บังคับ แต่ถ้าราอยู่แค่ปีหนึ่งแต่ไปเรียนวิชาของปีสาม มันจะยากและทำให้เราเรียนไม่ได้ เพราะวิชาของ BAS มันจะเรียนเป็นลำดับขั้น และแทบทุกวิชาจะมีความเกี่ยวข้องกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราแตกแถว เราอาจจะเรียนไม่ไหว แล้วก็เสียงเงินค่าลงทะเบียนไปเปล่าๆ (ยิ่งวิชาแนว Social Studies ยิ่งไม่ควรรีบลง ปล่อยให้เป็นไปตามแผนดีกว่านะจ้ะ)
ข้อ 2. "เรียนซัมเมอร์" การเรียนช่วงซัมเมอร์ โครงการอนุญาตให้ลงได้เต็มที่ 2 ตัว ต่อหนึ่งภาค แต่ส่วนใหญ่จะมีคนอยากเรียนซัมเมอร์มากเพราะฉะนั้น เวลาเค้าเปิดให้ลงทะเบียนต้องรีบเข้าไปลงนะ (9 โมงเช้า) ตื่นสายก็อดจ้าา

หมายเหตุ: พี่คิดว่าการลงซัมเมอร์เป็นสิ่งที่ดีนะ ลงได้ก็ลง แต่ไม่ต้องไปซีเรียสกับมันมาก สัก หนึ่ง หรือ สองตัวก็พอแล้ว

ข้อ 3. "ตกน้อย" หรือ ถ้าไม่ตกเลยยิ่งดี การเรียนมหาลัยสำหรับพี่เทอมแรกคือเทอมที่ได้คะแนนแย่ที่สุด เนื่องจากไม่เคยมีใครบอก ไม่เคยต้องมานั่งจดเลกเชอร์ ไม่เคยที่จะต้องอ่านหนังสือ เพราะฉะนั้นมันเป็นปัญหาของการปรับตัว โดยเฉพาะน้องที่เรียนโรงเรียนไทยมาต้องปรับเรื่องการฟังมาก ดังนั้นให้ตั้งใจเข้าเรียนทุกคาบ อย่าโดด อย่าขาด เพื่อประโยชน์ของตัวเอง

หมายเหตุ: วิชาที่รหัสขึ้นต้นด้วย TU เกรดผ่านคือ D และสำหรับ BS เกรดผ่านคือ C และถึงแม้จะเป็นโครงการอินเตอร์ แต่การที่จะได้ A นั้นก็ไม่ง่าย ส่วนการที่จะตกก็ไม่ยากเช่นกัน เวลาอาจารย์อธิบายการให้คะแนนอะไรก็สมควรจะฟังและจำไว้ด้วย เพราะการให้คะแนนของอาจารย์แต่ละคนนั้นแตกต่างกัน และการที่จะอัพเกรดตัวเองขึ้นมาก็ไม่ง่ายเลย ก็เลยอยากบอกว่าทำเทอมแรกให้ดีๆหน่อย แล้วเทอมต่อๆมามันจะดีเอง

โชคดีนะทุกคน

โอ้วว ตอนนี้ BAS มีกฎใหม่เรื่องการเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มสำหรับคนที่สอบได้คะแนนภาษาอังกฤษไม่ถึงเกณฑ์ (คะแนนน้อยตอนที่ยื่นใบสมัคร) ก็ต้องไปสอบใหม่ให้ถึงเกณฑ์ (เกณฑ์อะไรลองเช็คด้วยตัวเองอีกทีนะ แหะๆ) แต่พี่คิดว่าไม่ต้องไปสอบใหม่หรอก เปลืองตังค์ ค่อยมาเรียนตอนเปิดเทอมเอาก็ได้ค่ะ ราคาถูกกว่าด้วย และ ไม่ได้เสียเวลาเท่าไหร่ ยังจบสามปีครึ่งได้เช่นกันจ้า :)
เข้ามาได้แล้วขอให้ตั้งใจเรียนพี่จะมาโพสคำแนะนำต่างๆไว้ในนี้ เข้ามาแล้วก็อ่านได้ หรือ โทรมาถาม อีเมล์มาถามก็ได้ค่ะ แล้วเจอกันตอนเปิดเทอมนะคะ :)
อะแฮ่มๆ สวัสดีจ้าน้องๆและผู้ที่สนใจจะอ่านทุกๆคน ต้องขอโทษด้วยที่หายไปนานพอควร เพิ่งกลับมาจากประเทศอเมริกานะ (ไป Work and Travel มาจะ) พอเช็คอีเมล์ปรากฏว่ามีน้องๆเมล์มาถามถึงการเตรียมตัวสอบเข้า BAS หลายคนพอสมควรจึงเห็นเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะอัพเดตข่าวสารเสียหน่อย คิคิ


น้องคนไหนสนใจ และพร้อมแล้วให้โทรมาติดต่อ นัดเวลากับพี่ได้เลยที่่เบอร์  
087-013-4999

รายละเอียด
วัน / เวลา: เสาร์, อาทิตย์ และ วันจันทร์
ช่วงเช้า (9:30-13:00)
ช่วงบ่าย (14:00-17:30)

สถานที่: สยามดิสคัฟเวอร์รี่ หรือ ธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

ค่าใช้จ่าย
 (รวมชีทแล้ว)


เดี่ยว - 4,500 บาท
กลุ่ม 2 คน - คนละ 3,000 บาท
กลุ่ม 3-4 คน - คนละ 2,700 บาท

ไม่ได้เข้ามาอัพซะนาน ตอนนี้น้องๆที่ติวกับพี่เมื่อช่วงต้นปีก็ได้สอบและประกาศผลไปเป็นทีเรียบร้อยแล้วนะจ้ะ เข้าไปดูรายละเอียด และรายชื่อเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กันได้ที่ www.basthammsat.org  สรุปคือ เท่าที่พี่ทราบส่วนใหญ่น้องๆที่ติวกับพี่ ก็จะสอบเข้าได้ซึ่งพี่ก็ดีใจด้วยนะคะ เข้ามาได้แล้วก็ทำให้ดีที่สุดละกัน

ขอพูดถึงคนที่ไม่ได้ก่อน คือพี่ก็ยังไม่แน่ใจนะว่าใครได้ใครไม่ได้บ้างเพราะบางคนก็ไม่ได้บอกพี่ แต่เท่าที่รู้คนที่ได้ก็คือคนที่พี่คิดแล้วว่าต้องได้ ประมาณว่าซื้อหวยก็คงถูกไปแล้ว คือไม่ได้บอกว่าตัวเองติวเก่งหรืออะไรนะ เพราะการติวของพี่ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการเตรียมความพร้อมในด้าน "ความรู้" เป็นหลัก ไม่ได้ติว "แกรมม่าร์" การติวของพี่คือเน้นให้น้องมีความรู้กว้างๆ และความรู้รอบตัวเพื่อจะได้นำไปใช้เขียนสอบ และสัมภาษณ์ได้ แต่ปัญหาของน้องที่สอบไม่ได้ (คือที่เงียบหายไปส่วนใหญ่) เท่าที่สังเกตุตอนที่สอนๆจะมาจาก..

1.ยังขาดความตั้งใจจริง ไม่พร้อม(หรือบางคนรู้ตัวช้าไปอะไรแบบนี้ ทำให้สมัครสอบไปแล้ว แต่ไม่มีคะแนนภาษาอังกฤษมายื่น หรือไม่ก็ไม่ผ่านเกณฑ์) - เมื่อรู้แบบนี้แล้ว น้องๆที่คิดจะสมัครเข้าที่นี่ในปีหน้าควรที่จะไปสอบภาษาอังกฤษ (TU-GET หรือ IELTS) ไว้เลยเพราะคะแนนพวกนี้เก็บได้สองปี คือถ้าผ่านก็ผ่าน แต่ถ้าไม่ผ่านจะได้มีเวลาไปสอบอีกครั้งได้ เพราะที่นี่ถึงแม้จะเป็นคณะอินเตอร์ฯ แต่กำหนดการต่างๆออกโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่อะลุ่มอะล่วยเหมือนที่อื่นนะ
**และที่สำคัญไม่ใช่ว่ามีตังค์ก็จะเรียนได้ทุกคน เพราะรับแค่ปีละ 100 คน ถึงแม้บางคนจะลาออก ไม่มาเรียนแล้วก็ไม่เกี่ยว ตัวสำรองมีวันหมดอายุ อย่าชะล่าใจเป็นอันขาด!! เพราะคนมาสอบคณะนี้ถึงไม่ได้เยอะเป็นพัน ก็จริง แต่ก็ไม่เคยต่ำกว่า 250 นะ (แปล่ามีคนไม่ได้แน่นอน)

2.ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษในด้านการเขียน - อย่างที่พูดไปแล้วว่าการติวของ BAS Tutor เนี่ยเป็นการเตรียมความพร้อมในด้านความรู้ เพราะฉะนั้นใครที่จะมาติวกับพี่ (หรือไม่ติวก็ตาม) ต้องมีพื้นฐานในการเขียนที่ดีติดตัวมาแล้วพอสมควร เรื่องภาษามาหวังพึ่งพี่ไม่ได้นะ เพราะพี่ไม่ได้เน้น คือดูให้ได้ บอกให้ได้เล็กน้อย แต่ต้องไปฝึกเอาเอง น้องบางคนที่มาติวกับพี่ คือถ้ามีพื้นฐานการเขียนดีอยู่แล้ว พี่แนะเค้านิดเดียวเค้าก็ไปกระจาย ต่อยอดความคิดได้ แต่คนไหนเขียนก็ไม่ได้ ความรู้รอบตัวก็ไม่ค่อยมี อย่างนี้ถึงสอบเข้าได้ แต่เข้าไปเรียนแล้วก็จะลำบากจ้า เพราะฉะนั้นอย่ามาหวังพึ่งน้ำบ่อหน้า (คือการมาเน้นติวเอาตอนใกล้สอบ) ให้เตรียมตัวเองในด้านอื่นๆมาให้พร้อมจะดีที่สุด

อ้อ เดี๋ยวจะขยายความให้ฟังนิดนึงแล้วกันว่า "พื้นฐานภาษาอังกฤษด้านทักษะการเขียน" เนี่ยมันคืออะไร ประมาณไหนถึงถือว่าดี - บอกให้ก็ได้ว่าถ้าถามพี่ ขอแค่อ่านรู้เรื่องก็พอแล้ว แต่ไม่ได้หมายถึงอ่านรู้เรื่องแบบสะกดถูกอะไรแบบนี้อย่างเดียวนะ เพราะการเขียนก็คือการสื่อสารอย่างนึง เพราะฉะนั้นใครที่เขียนแล้วพี่เข้าใจว่าต้องการจะสื่ออะไร สำหรับพี่(และคิดว่าอาจารย์ที่ตรวจข้อสอบก็ด้วย) ก็เป็นสิ่งที่พอแล้ว... แต่ ก็ยังรับประกันไม่ได้อยู่ดีนะว่าจะเข้าได้รึเปล่า เพราะ การสอบเข้าให้คะแนนการเขียน 60 การสัมภาษณ์ 40 แปลว่าเขียนสื่อสารเก่งอย่างเดียวก็อาจจะไม่พอ ซ้ำยังอาจจะมีคนที่เค้าเก่งกว่าเรามาสอบด้วยก็ได้ สรุปคือไปเตรียมตัวด้านภาษาอังกฤษมาให้ดีๆ ข่าว เข่อว อะไรยังไม่ต้องไปอ่านค่อยมาหาซื้อชีท หาติวทีหลังยังทัน (แค่ดูข่าวสามมิติตอนกลางคืนทุกวันไม่ทึบมากก็ถือว่ามีความรู้รอบตัวพอควรแล้ว)

3.การสนทนาพื้นฐาน การสอบสัมภาษณ์ของ BAS ถ้าเทียบกับคณะอื่นๆแล้วจากที่น้องบางคนเล่ามา ถือว่าไม่โหด ชิลๆมาก เค้าจะถามเราเกี่ยวกับเรื่องทั่วไป แต่ถ้าใครดูเก่งเค้าก็อาจจะถามลึก อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาจารย์แต่ละท่าน - ปัญหาที่พี่เจอในน้องบางคน ซึ่งถือว่าเป็นส่วนน้อยมาก พูดไม่รู้เรื่องเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นอะ เพราะประเทศไทยก็สอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนมาตั้งแต่แบเบาะละ ซึ่งพี่คิดว่าไม่น่าจะเป็นด้านความรู้ น่าจะเป็นด้านความมั่นใจมากกว่า บางคนพูดเสียงเบาๆ แผ่วๆ อย่างนี้ก็ถือว่าเสียบุคลิกนะ คือเอาเป็นว่ามั่นๆเข้าไว้แล้วกัน อย่าไปกังวลว่าเราจะพูดผิด หรือ อายอะไรมาก เพราะทำใจไว้เลยว่าเข้ามาแล้วไม่ช้าก็เร็วได้พูด ได้ตอบ ได้พรีเซ้นต์เป็นภาษาอังกฤษแน่ๆๆๆๆ 10000000%

รวมๆแล้วสิ่งที่อยากฝากน้องๆรุ่นต่อไปก็คือ "การเตรียมตัว" และ "ความตั้งใจ" นี่แหละที่สำคัญที่สุดในการสอบเข้าไม่ว่าจะที่ไหนอะไรยังไงก็ตาม อย่าไปคิดว่าเราไม่เก่ง บลา บลา บลา ท้อซะเปล่าๆนะ ฟุ้งซ่านด้วย เอาเวลามาพัฒนาตัวเองดีกว่า ตัวพี่เองก็ไม่เคยไปเรียนพิเศษอะไรที่ไหน ไม่ได้เรียนอินเตอร์อะไรมา ซัมเมอร์ต่างประเทศอะไรก็ไม่เคยไปอ่า อาศัยว่าใจชอบ(ภาษา) ก็พยายามฝึกฝนด้วยตัวเอง ดูหนังฝรั่งบ้าง คุยกับเพื่อนฝรั่งบ้าง อาจจะฟังดูไร้สาระนะ แต่ประเด็นคือเรื่องภาษาอะ พี่ว่ามันเป็นอะไรที่ต้องใช้บ้าง ไม่ใช่อยากเก่งอยากอะไรมากมาย แต่หวังพึ่งเอาจากคนอื่น โดยการไปเสียเงินเสียทองไรมากมายกับการเรียนภาษาอังกฤษทั้งๆที่มันไม่ใช่อะไรที่ยากเกินความสามารถเลย บางคนอ่อนจริงก็อาจจะไปเรียนเอาหลักการ แล้วก็มาฝึกต่อเองที่บ้านอย่างนี้ก็ได้ (= =" พิมพ์แล้วเหนื่อย) และที่สำคัญอย่าเรียนตามเพื่อน มันเสียเวลา เจอมาหลายคนแล้วเห็นเพื่อนไปเรียนที่นู่นที่นี่แล้วก็ตามกัยไปเป็นโขยง แต่สุดท้ายก็เรียนไม่ไหวบ้าง รู้ตัวทีหลังว่าชอบอย่างอื่นบ้าง

รู้อย่างนี้แล้วก็รีบไปสำรวจตัวเองเลย มีปัญหาอะไรก็อีเมล์มาหา มาถามมาคุยได้ที่ BAS.tutor@gmail.com [ลองเอาที่ตัวเองเคยเขียนมาให้พี่ดูก็ได้ว่าระดับภาษาของน้องเนี่ยประมาณไหน ไม่คิดตังค์ถือว่ารุ่นพี่รุ่นน้องช่วยๆกัน]

สำหรับคนที่สอบเข้ามาได้แล้ว อยากรู้เรื่องอะไรก็ถามพี่ๆทุกคนได้เลย วัน First Meet คงได้เจอกัน จะเป็นวันไหนที่ไหนยังไงต้องถามพี่ปีหนึ่งตอนนี้ดู ส่วนเรื่องการเรียนพี่ก็อยากแนะนำว่าช่วงนี้ปิดเทอมอยู่ว่างๆอ่ะ ให้ฝึกฟังไว้เยอะๆ เพราะอย่างที่รู้การเรียนการสอนจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด คนไหนมาจากอินเตอร์ก็จะได้เปรียบด้านนี้ไป อาจจะออก start ได้ดีกว่าคนอื่น ถ้าน้องคนไหนไม่เคยเรียนแบบนี้มาก่อน ช่วงเทอมแรกก็ต้องฟิตตัวเองดีๆเลย เพราะว่าถ้าเกรดเทอมแรกไม่ดีแล้วการจะอัพขึ้นมาค่อนข้างยากมากเลยทีเดียว (จากประสบการณ์ส่วนตัว >.<") อีกอย่างคือคณะเราถึงแม้จะเป็นศิลปศาสตร์ แต่ไม่มีการมาสอนภาษาอังกฤษ การเขียน การอ่านนะ ยกเว้นพวกที่ต้องเรียน EL หรือวิชาภาษาอังกฤษนั้นแหละ ซึ่งเพื่อนพี่ที่เรียนไปแล้วเค้าบอกว่าไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ ส่วนวิชาพวก Reading and Writing ต่างๆที่ต้องเรียนเทอมสอง อะไรแบบนี้เค้าก็จะไม่มานั่งสอนแกรมม่าร์ให้เรา เค้าจะสอนการเขียนแบบถูกวิธีให้ เช่น เวลาเขียนอะไรที่เป็นการเป็นงานเนี่ยต้องไม่ใช้คำประเภทไหน และมีกฎอะไรในการเขียนบ้าง เวลาเขียนแกรมม่าร์ผิดเค้าก็จะหักคะแนน แล้วก็บอกรวมๆว่าภาษาไม่ดีบ้างอะไรบ้าง แต่จะไม่มีนั่งสอน Tenses อะไรแล้ว.

ส่วนใครที่เคยมาถามพี่ว่าต้องเตรียมตัวไปหาหนังสืออะไรมาอ่านตอนนี้เลยมั้ย? ยังไม่ต้อง! เอาเวลามาฝึกภาษาตัวเองให้ดีก่อนดีกว่า เพราะมันเป็นปัจจัยหลักในการเรียน ถ้าเราฟังไม่เข้าใจ แล้วเราจะมาเขียนเล้กเชอร์/สอบได้ยังไง ใช่มั้ย? มีอะไรยกมือถามได้เลย แต่ขอที่มันเป็นเรื่องเป็นราวไม่ใช่อะไรที่ไร้สาระ เช่น ถามว่าไอ้คำง่ายๆที่เค้าพูดไปสะกดยังไง -*- มันเสียเวลาคนอื่นเค้า แล้วก็เป็นการ "โชว์โง่" แบบไร้ประโยชน์ รอถามเพื่อนข้างตอนเรียนเสร็จหรือ ถามอาจารย์ตอนหมดคาบก็ได้ (เดี๋ยวจะมาบอกเรื่องการจด Lecture อีกที อันนี้เริ่มจะยาวไปละ)

สุดท้ายนี้ก็ปิดด้วย "คำขอ" ส่วนตัวของพี่เอง - ขอเลยนะ, พวกคุณหนูๆทั้งหลาย********เข้ามาได้แล้วก็ช่วยทำตัวให้มันดีๆ ถึงแม้อาจารย์จะเป็นชาวต่างชาติ ไม่ได้ซีเรียสกับมารยาทเท่าไหร่ แต่ไอ้การใช้ BB iPhone iPad อะไรต่างๆในห้องเรียนมันถือว่าเป็นการไม่สุภาพอย่างร้ายแรง (รู้พี่นี่หละตัวดี แต่มันเตือนยาก ก็เตือนน้องๆนี่แหละ ประวัติยังขาวสะอาดอยู่) ฝรั่งเนี่ยเค้าคาดหวังให้นักศึกษาที่อยู่ระดับมหาลัยแล้วมีความรับผิดชอบประมาณนึง ไม่ถึงกับว่าจะต้องทำงาน 8 jobs เหมือนเด็กฝรั่งอะไรอย่างนั้นหรอก แค่เรื่องการเรียนมาให้ ตรงเวลา สายมากก็ไม่ต้องด้านหน้าเข้าไปเพื่อเอา attendance (มันทุเรดบอกตามตรง) แนะนำว่าให้มองฝรั่งที่ต้องออกจากบ้านมาอยู่เอง กู้เงินเรียน ทำงานไปด้วยอีก แล้วเอามาเปรียบเทียบแล้วกันว่าพวกเราโชคดีแค่ไหนแล้ว 


*อย่าให้ใครมาว่าเด็ก BAS ธรรมศาสตร์ ได้อีกว่าไฮโซบ้างดีแต่ใช้เงิน คุณหนูบ้าง (เพราะเค้าเอาไว้ว่าเด็กจุฬาฯ เรื่องคุณหนูอ่ะ 55 เด็ก มธ. ต้องติดดิน!) เรียนไม่ได้เรื่อง พูดมาก ไม่ตั้งใจเรียน มารยาททรามกับอาจารย์ (คืออาจารย์ส่วนใหญ่มาอยู่ไทยนานละ เค้าก็รู้ว่าคนไทยจริงแล้วมารยาทประมาณไหน อย่ามาทำตัวฝรั่งจ๋ามาก ไม่งามๆ) <<< พวกนี้มาจากเด็กธรรมศาสตร์ด้วยกันเองทั้งนั้น จะบอกว่าไม่ได้เป็นคนแบบนั้นแต่ต้องพิสูจน์ด้วยความประพฤติค่ะเรื่องพวกนี้ " Actions speak louder than words."


ก็ฝากไว้แค่นี้แล้วกัน วันหลังจะมาอบรมใหม่ :)

xoxo
Aom
http://www.guardian.co.uk/politics/2010/may/12/lib-dem-tory-deal-coalition

เผื่อใครอยากจะอ่าน พี่คิดว่าไม่ออกแต่รู้ไว้ก็ดีนะคะ :)


Gay Marriage คือการแต่งงานของเพศเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ชาย กับ ชาย หรือ หญิง กับ หญิืง - ถือเป็นเรื่องที่ฮอตมากในอเมริืกา เนื่องจากว่าอเมริกาได้ชื่อว่าเป็นประเทศแห่งเสรีภาพ ซึ่งทุกๆคนไม่สมควรที่จะถูกกีดกันจากเรื่องต่างๆ เช่นคนดำไม่ควรที่จะโดนกีดกัน หรือ เหยียดเชื้อชาติโดยคนขาว และก็เช่นกันกับคนชาติอื่นๆ แต่เรื่องการแต่งงานของเพศเดียวกันก็ถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เพราะถึงแม้ว่าคนที่เป็นแกย์ในต่างประเทศจะไม่โดนมองในแง่ร้ายเท่ากับในประเทศไทยเรา หรือว่าประเทศอนุรักษ์นิยมประเทศอื่นๆ แต่ก็ไม่้ได้มีการยอมรับอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยเฉพาะในประเทศอเมริกา ซึ่งมีการอนุญาตให้คนเพศเดียวกันสามาถรแต่งงานกันได้ในบางรัฐ (แคลิฟอร์เนี่ย)เท่านั้น ดังนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ได้มีการเรียกร้อง และการเดินขบวนต่างๆเพื่อต้องให้กฎหมายสหรัฐฯอนุญาตให้การแต่งงานในเพศเดียวกันนั้นเป็นเรื่องปกติทั่วไป ซึ่งก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันจนถึงปัจจุบันนี้ค่ะ

วีดีโอนี้เป็นวีดีโอจากการโต้วาทีกันระหว่าง Joe Biden กับ Sarah Palin ในหัวข้อ Gay Marriage โดยข้อสรุปคือทั้งสองฝ่ายอยากให้คู่ Gay นั้นมีสิทธิในเรื่องการทำสัญญาคู่กัน และ การไปมาหาสู่ (ประมาณนั้น) แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังยืนยันว่าไม่้สนับสนุนการแต่งงานในเพศเดียวกัน สังเกตุได้ว่าเวลาพูดทั้งสองฝ่ายจะมีการสงวนท่าที ซึ่งเป็นเรื่องปกติทางการเมือง โดยการพูดจาวนไปวนมา งงๆ ทำให้เราไม่แน่ใจว่าสรุปจะพูดอะไรกันแน่ ขอสรุปละกันว่าถ้าเกิดเจอคำถามแบบนี้ก็ตอบไปแบบนักการเมือง เพราะเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลล้วน แต่หากสนับสนุนให้เน้นเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมกัน ถ้าไม่สนับสนุนก็ให้เน้นเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีไปละกันค่ะ




ส่วนอันนี้เป็นเรื่อง Healthcare Reform หลักๆคือเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพของคนอเมริกันทั้งประเทศ โดยรวมๆคือโอบาม่าต้องการให้ประกันสุขภาพกับพลเมืองอเมริกันทุกคน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ทำให้เกิดข้อโต้แย้ง และคนที่สนับสนุนมากมาย เพราะทุกวันนี้คนอเมริกันส่วนใหญ่ ไม่มีประกันสุขภาพที่ดีเพียงพอ บางคนก็ไม่มีเลย เนื่องมากจากปัญหาสุขภาพ หรือ โรคประจำตัวที่มีมาก่อนเข้าทำงาน (pre-existing conditions) และเค้าต้องก็ต้องการให้คนอเมริกันทุกคนมีสิทธิในการรักษาพยาบาลเท่าเทียมกัน แต่ปัญหาก็มีอยู่ว่าการให้ประกันสุขภาพกับชาวอเมริกันทุกคนเป็นเรื่องใหญ่ และต้องใช้งบประมาณสูงด้วย อีกเรื่องก็คือถ้าคนที่มีประกันสุขภาพที่ดีอยู่แล้วเค้าก็กลัวว่าจะต้องมารักษาพยาบาลกับคนอื่นด้วย (โอบาม่าบอกว่าใครมีที่ดีกว่ารัฐจะมอบให้ก็จะไม่ยุ่ง ประมาณนั้น) ลองดูวีดีโอไล่มานะคะ


Pros and Cons of the Healthcare Reform Bill



Republican Strikes Back
Q: คิดราคายังไง?
A: เดี่ยว 600 บาท/ชม. และ กลุ่ม 3 คน 250 บาท/ชม.

Q: สถานที่ที่ใช้ในการติวคือที่ไหน?
A: ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ค่ะทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของน้องๆเองค่ะ

Q: ต้องติวกี่ชั่วโมง?
A: แนะนาให้ติว ครั้งละ 2 ชม. 3 ครั้งค่ะ
(น้องคนไหนสะดวกติว 3 วันติดเลยก็ได้ หรือจะติวด่วนวันเดียวจบเลยก็ได้ค่ะ แต่ต้องนัดเวลากับพี่ๆก่อนนะคะ)

Q: สอนเกี่ยวกับอะไรบ้า? และใช้อะไรสอน?
A: จะสอนตั้งแต่ประวัติศาสตร์โดยย่อของ UK และ USA รวมถึงสอนการเขียน Essay และ เทคนิคการสอบสัมภาษณ์ค่ะ
ชีทที่พี่ใช้เป็นชีทที่พวกพี่ๆช่วยกันรวบรวมขึ้นมา โดยมีเนื้อหาตั้งแต่อดีต จน ถึงปัจจุบันของประเทศอังกฤษ และ อเมริกา เพื่อให้น้องๆได้มีความรู้ ความเข้าใจพื้นฐาน เกี่ยวกับสองประเทศนี้ค่ะ ทั้งยังมีการสอนเขียน Essay เพื่อการสอบเข้า โดยมีหัวข้อทั้งที่พี่ๆรวบรวมขึ้นมาเอง และของปีที่ผ่านๆมา รวมถึงเทคนิคต่างๆที่สามารถนาไปใช้ในการสอบสัมภาษณ์เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่สัมภาษณ์เราด้วยค่ะ

Q: ใครคือผู้สอน?
A: พี่ๆนักศึกษารุ่นปัจจุบันของ BAS ค่ะ ฉะนั้นน้องๆจึงมั่นใจได้เลยว่าพวกพี่ๆเคยผ่านสิ่งที่น้องๆจะเจอมาก่อนแล้ว และสามารถให้คาที่เป็นประโยชน์แก่น้องๆได้จริงๆ
British and American Studies (General ideas/ Overview of their History or whatever..)

สวัสดีอีกครั้งนะคะน้องๆทุกคน ช่วงนี้มีน้องๆหลายคนสนใจเรื่องชีทที่พี่กำลังทำอยู่ ซึ่งจะรวมเนื้อหาประวัติศาสตร์โดยย่อของประเทศอังกฤษ และ อเมริกา (เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดนะคะ) และก็ข่าวสารสำคัญๆของสองประเทศนี้ โดยพี่จะเริ่มเอาชีทตัวนี้ไปขายที่มหาวิทยาลัยตอนช่วงที่พี่เปิดเทอมแล้ว นั้นก็คือวันที่ 10 มกราคม เป็นต้นไปนะคะ ที่ร้านถ่ายเอกสารใต้ตึกคณะศิลปศาสตร์ หรือไม่ก็ที่ตรงหน้าออฟฟิศโครงการ BAS ค่ะ 

ปล. ชีทที่ว่านี้ไม่มีบอกเกี่ยวกับการเขียน Essay นะคะ เป็นแค่ความรู้เบื้องต้น ที่เหมาะแก่ผู้ที่ภาษาอังกฤษแก่กล้าแล้วเท่านั้น หากน้องที่ยังไม่เคยเขียนอะไรยาวๆพี่แนะนำให้ลองเขียน essay มาให้พี่ดูก่อน หรือถ้าขี้เกียจก็ส่ง Statement of Purpose มาให้พี่ดูก่อนว่าการเขียนของน้องๆเป็นยังไงค่ะ พี่จะได้บอกได้ว่าน้องสมควรที่จะติวอะไรเพิ่มอีกหรือเปล่า


ถ้าน้องๆมีอะไรอยากจะติดต่อสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ, อยากติว หรือว่ามีปัญหาอะไรให้โทรศัพท์มาหา "พี่อ้อม" ได้ที่เบอร์ 087-013-4999 หรือ msn:aomgasm@hotmail.com หรือถ้าอยากให้ช่วยดู Statement of Purpose ก็ส่งมาที่เมล์ BAS.tutor@gmail.com นะคะ (กรณีที่พี่ไม่ออนเอ็ม (:)