Showing posts with label สอบเข้า BAS. Show all posts
Showing posts with label สอบเข้า BAS. Show all posts
หากน้องๆคนไหนยังไม่รู้ว่าการแต่งงานของเพศเดียวกัน หรือที่รู้จักกันในนามว่า same-sex marriage หรือ gay marriage นั้นคืออะไรแล้วมันมีความสำคัญยังไงต้องอ่านเลยค่ะ เพราะว่าเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงมากที่สุดในปีนี้เลย เพราะถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาในรอบสิบปีเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันซึ่งคนอเมริกันให้ความสำคัญกับมันมากๆๆๆๆๆ

ต้องท้าวความกันก่อนว่าประเทศอเมริกานั้นมีกฎหมายอยู่สองแบบหลักๆคือ กฎหมายกลาง (รัฐธรรมนูญ) ที่ใช้เป็นกฎหมายหลักในการปกครองประเทศอยู่แล้ว และกฎหมายของแต่ละรัฐ ที่ต้องมีการแบ่งออกแบบนี้เพราะเดิมทีประเทศอเมริกานั้นเป็นรัฐอาณานิคมที่อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศอังกฤษโดยแต่ละรัฐมีสถานะเท่าเทียมกัน แต่เมื่อหลังจากทำสงครามเพื่ออิสระภาพแล้วนั้นก็กลายเป็นต้องเพิ่มรัฐบาลกลางเพื่อให้เกิดความเป็นประเทศขึ้น รัฐบาลกลาง หรือ Federal Government นั้นมีหน้าที่ติดต่อกับต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นการทำสนธิสัญญาต่างๆ ทำสงคราม การค้า และคอยไกล่เกลี่ย หรือตัดสินคดีความข้อพิพาทระหว่างรัฐต่างๆ แต่เนื่องจากประเทศอเมริกานั้นมีขนาดใหญ่มากประกอบกัน 48 รัฐ (บนแผ่นดินใหญ่) รัฐฮาวาย และ รัฐอลาสก้า ด้วยรวมเป็น 50 รัฐ มีประชากรมากมายหลากหลายทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรม ประกอบกับการที่ประเทศอเมริกานั้นให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย แต่ละรัฐจึงมีลักษณะการปกครอง และการเมืองท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไปเหตุผลหลักๆเลยคือไม่ต้องการให้รัฐบาลกลางมีอำนาจมากจนเกินไปและต้องการให้การปกครองคนในท้องถิ่นเป็นไปในลักษณะการปกครองตนเอง ทำให้ส่วนใหญ่แล้วการออกกฎหมายที่ใช้ในแต่ละรัฐจึงอาศัยการโหวตภายในรัฐนั้นๆที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลท้องถิ่นรวมไปถึงการออกกฎหมายอนุญาติ หรือ ไม่อนุญาติให้มีการแต่งงานของเพศเดียวกันเกิดขึ้นด้วย โดยรัฐบาลกลางไม่มีสิทธิเข้าไปก้าวก่าย

แต่.... เมื่อไม่นานมีนี้ LGBT (Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender) movement ก็เป็นกระแสขึ้นหลายๆรัฐผ่านกฎหมายอนุญาติให้เพศเดียวกันแต่งงานกันได้ผ่านการทำประชามติในรัฐของตน อยู่ดีๆสภาคองเกรสก็มีการกลัว LGBT ทำให้มีการผ่านกฎหมายที่ชื่อว่า Defense of Marriage Act (DOMA) ในสมัย Bill Clinton เพื่อห้ามไม่ให้รัฐบาลกลางยอมรับ หรือ ​recognize การแต่งงานของเพศเดียวกัน โดยให้คำจำกัดความว่าการแต่งงานหมายถึงระหว่างชาย 1 หญิง 1 เท่านั้น (Traditional Marriage)

แต่.... ก็มีการต่อต้านการร้องเรียนต่างๆเกิดขึ้นมากมายจนเป็นเหตุนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายนี้ในปี 2014 ที่ศาลสูงของประเทศ (Supreme Court of the United States/ SCOTUS) strike down ว่าการที่รัฐบาลกลางไม่ยอมรับการแต่งงานที่ถูกต้องตามกฎหมายของคู่รักเพศเดียวกันนั้นคือการ discriminate และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่สมควรได้รับความคุ้มครองจากรัฐฯอย่างเท่าเทียมกัน เป็นสิ่งที่ unconstitutional  หรือ ผิดหลักรัฐธรรมนูญ ทำให้ตั้งแต่งนั้นเป็นต้นมารัฐบาลกลางก็ต้องยอมรับการแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันที่ทำอย่างถูกต้องในรัฐต่างๆได้

แต่.... เนื่องจาก Defense of Marriage Act มีบทบัญญัติหลายข้อและศาลสูงได้แก้ไขเฉพาะส่วนที่พูดถึงรัฐบาลกลางเท่านั้น ทำให้รัฐอื่นๆที่ยังไม่อนุญาติให้คู่รักเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ก็ยังคงไม่อนุญาติได้อยู่รวมถึงไม่จำเป็นต้องยอมรับด้วย ทำให้การประท้วงและเรียกร้องความเสมอภาคของเหล่า LGBT ก็ยังคงดำเนินต่อไป

แต่.... ในวันที่ 26 มิถุนายน 2015 นั้นก็มีการตัดสินข้อพิพาษระหว่าง Obergefell v. Hodges มีที่มาคือ Obergefell ผู้ร้องเสียหายต้องการมีชื่อเป็น Surviving Spouse ของสามีที่เสียชีวิตไปแต่ถูกปฎิเสธเพราะรัฐ Ohio ไม่ยอมรับการแต่งงานของเค้าและสามีในรัฐแมรี่แลนด์ เค้าจึงเรียกร้องขอความเป็นธรรมโดยมีการฟ้องร้องรัฐ Ohio ว่ากีดกัน และเหยียดหยามการแต่งงานของเค้าที่ทำขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายของรัฐอื่น คดีความกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตและมีการอุทรณ์ขึ้นไปจนถึงศาลสูง(สุด) ของประเทศจนได้ และศาลก็มีคำตัดสินออกมาว่าการแต่งงานนั้นเป็น right หรือ สิทธิที่ทุกคนทำได้ ทำให้ same-sex marriage เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายเหมือนการแต่งงานอื่นๆทั่วไป คู่สมรสมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับและได้รับผลประโยชน์ต่างๆเหมือนคู่สามี ภรรยาได้รับ และถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของ LGBT community ในอเมริกาเพราะเมื่อคำตัดสินมาจากศาลสูงแล้วถือเป็นอันสิ้นสุดและเด็ดขาดมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศทันที

แต่.... LGBT community ก็จะไม่หยุดอยู่แค่นี้เพราะพวกเค้าคิดว่าถึงแม้จะมีการแต่งงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่พวกเค้าอาจจะโดนรังแกจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยในการตัดสินของ SCOTUS ครั้งนี้ด้วยการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมา discriminate พวกเค้าอีก เหมือนกับกรณีของการเหยียดสีผิว, เพศ, ศาสนา, ฯลฯ ที่ชาวผิวสี และผู้หญิงยังคงเผชิญอยู่ในขณะนี้

ฉะนั้นก่อนที่เราจะทึกทักไปเองว่าคำตัดสินของศาลครั้งนี้จะนำไปสู่ Happy Ending ของทุกๆคน เราต้องคำนึงเสมอว่าการตัดสินครั้งนี้ผลคือผู้พิพากษา 5 คนเห็นด้วย และ 4 คนไม่เห็นด้วย คนในประเทศอเมริกาถึงแม้ว่าจะมีความเห็นเอนเอียงไปตามศาลสูง แต่อีกไม่น้อยเลยที่ยังไม่เห็นด้วยและคงจะไม่เปลี่ยนความคิดไปได้ง่ายๆ ดังนั้นถึงแม้ว่าทางกฎหมาย LGBT จะได้รับ marriage equality แล้วแต่ว่าทางภาคปฎิบัติพวกเค้ายังคงต้องต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันทางสังคมต่อไป.

ในโพสหน้าเราจะมาลองดูกันว่าเหตุผลที่หลายๆคนไม่เห็นด้วยกับการตัดสินครั้งนี้มีอะไรบ้างค่ะ





เนื่องจากการที่ข้อสอบๆเข้า BAS  เป็นข้อสอบที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะรูปแบบเช่น ปี 2014 มีข้อสอบแบบปรนัยด้วย แต่ปี 2015 ไม่มีแล้วกลายเป็นข้อเขียนล้วนๆ แถมคะแนน IELTS ยังเพิ่มขึ้นจาก 5 เป็น 6 อีก เพราะฉะนั้นใครที่สนใจจะเข้าที่นี่ต้องขยันอัพเดทข่าวสาร และห้ามยึดติด หรือ ท่องจำกับที่นี่เด็ดขาด พี่จะบอกน้องๆเสมอว่าการสอบเข้าที่นี่ไม่อยากให้ท่องจำ อยากให้รู้เนื้อหาคร่าวๆของหลายๆเรื่องในวงกว้างฝึกให้ความคิดเห็น และวิเคราะห์ เพราะว่าการทำแบบนี้ไม่ว่าข้อสอบจะออกมารูปแบบไหนน้องๆก็จะสามารถนำความรู้ตรงนี้มาใช้ได้เสมอๆ สมมติถ้าเราไปคิดว่าเค้าจะออกปรนัย (ซึ่งกว้างมากกกก) น้องไปมุ่งแต่ท่องจำแต่ไม่ยอมฝึกเขียนเพราะคิดว่ายังๆทำตรงนี้ได้ก็ยังดี แต่พอข้อสอบออกมาไม่มีปรนัยน้องจึงทำไม่ได้เลย นี่แหละความสำคัญของการเขียนเพราะการเขียน และการพูดคือสิ่งที่น่าจะวัดศักยภาพของน้องๆได้ดีกว่าการท่องจำ พี่จึงคิดว่าเนี่ยแหละเป็นเหตุผลที่โครงการตัดข้อปรนัยออกไป การเรียนที่ BAS เป็นการเรียนแบบตะวันตก (เพราะอาจารย์เป็นชาวตะวันตก)
เราคงจะปฎิเสธไม่ได้ว่าการเรียนการสอนแบบตะวันตกมีคุณภาพและเน้นการพัฒนาเด็กๆให้มีความคิดความเป็นตัวของตัวเอง และความมั่นใจในตัวเองมากกว่าการเรียนการสอนแบบไทยที่เน้นให้นักเรียนมีความเคารพน้อบน้อมครู ครูบอกอะไรก็เชื่อหมดทำให้เกิดการรับข้อมูลแบบด้านเดียว (คือด้านที่ครูเรียนมา) หากครูเรียนมาผิด หรือ เนื้อหาไม่เข้าสมัยเด็กก็ย่อมเป็นแบบนั้นไปด้วย ในขณะที่การเรียนการสอนแบบตะวันตกพยามให้เด็กตั้งคำถาม คิดเอง วิเคราะห์เอง โต้แย้งกับครูอาจารย์ได้ ไม่ถือว่าเป็นการปีนเกลียว หรือ ก้าวร้าวแต่อย่างได้ ซึ่งในด้านการเรียนการศึกษานั้น วัฒนธรรมแบบนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากนักเรียนคิดเอง วิเคราะห์เองไม่เป็นก็จะไม่สามารถนำมาปรับใช้ หรือ ประยุกต์ในชีวิตประจำวัน หรือ ในการทำงานประกอบอาชีพของตัวเองได้
พูดมาซะยาวประเด็นก็คือน้องๆคนไหนที่กำลังเล็งจะถามพี่ว่า พี่คะเค้าจะออกข้อสอบอะไร ยากมั้ย พี่คงจะตอบได้ยาก....สั้นๆคือ ถ้าเรามีความรู้รอบด้าน ไม่ว่าเค้าจะถามอะไรมาเราก็จะสามารถนำมาสรรค์สร้างเป็นคำตอบที่ดีได้เสมอค่ะ
อ่านประโยคด้านบนจบคิดต่อด้วยนะ เช่น พี่ใช้คำว่า ความรู้รอบด้าน ไม่ใช่ความรู้รอบตัว เพราะว่าความรู้รอบด้านคือด้านดี ด้านไม่ดี ด้านเห็นด้วย ด้านไม่เห็นด้วย ด้านเฉยๆ ด้านต่อต้าน ฯลฯ แถมพี่ยังใช้คำว่าคำตอบที่ดีแทนคำว่า คำตอบที่ถูกต้อง เนื่องจากข้อสอบอัตนัยที่ใช้ในการสอบเข้านั้นไม่มีถูก หรือ ผิด มีแต่คำตอบที่ดีมากตรงคำถาม ตรงประเด็น คำตอบที่ดีน้อย หรือ คำตอบที่ไม่ดี ซึ่งก็เชื่อมโยงกับที่พูดไปก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเรื่องรู้รอบด้าน เพราะการรู้รอบด้านเนี่ยแหละจะทำให้คำตอบของเราดูมีน้ำหนักต่อคนอ่านมากที่สุดนั่นเองจ้า
รู้แบบนี้แล้วน้องๆที่กำลังจะเตรียมตัวสอบเข้าที่นี้ หรือที่ไหนก็ตามในระดับมหาวิทยาลัยควรจะเริ่มฝึกทักษะการเขียนเรียงความของตัวเองเป็นอย่างแรกเลยค่ะ


  
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการสอบเข้าของปีการศึกษา 2558/2015 นะคะ ยินดีด้วยกับน้องๆทุกคนที่ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือติวเข้มกันจนหยดสุดท้ายและความพยายามก็ส่งผลสำเร็จค่ะ น้องๆที่ติดตัวสำรองก็ต้องภูมิใจนะคะว่าอย่างน้อยเราก็ยังมีโอกาส และผ่านเกณฑ์การคัดเลือกมาระดับนึง เพราะของธรรมศาสตร์ถึงแม้จะเป็นคณะอินเตอร์ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าได้แบบชิลๆนะจ้ะ ต้องพยายามพอสมควร อีกทั้งปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามีคนมาสมัครมากขึ้นเยอะจริงๆ และโครงการรับแค่ 101 คน ที่เป็นตัวจริง (เรียงตามเลขที่สมัคร)  ส่วนตัวสำรองนี่เรียงตามคะแนนสอบค่ะลองไปเช็คผลการสอบกันที่นี่

เพิ่มเติมคำถามของปีที่ผ่านมา คือ ให้เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียของประเทศอเมริกากับประเทศจีน และความเป็นไปได้ที่จีนจะมาแทนที่อเมริกาในฐานะผู้นำโลก - คำถามนี้อันที่จริงก็ไม่ตายตัวอยู่แล้วว่าเราจะตอบในทิศทางไหน หรือ คำถามเป้ะๆ คืออะไร เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้แชร์ไอเดีย และวิเคราะห์ จากความรู้หรือความเห็นส่วนตัวของเรา ความเป็นไปได้ ข้อดี ข้อเสีย ของการที่ประเทศจีนจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลก โดยเฉพาะได้ด้านเศรษฐกิจของจีน ลองไปดูตัวอย่างการเขียนเชิงวิเคราะห์ตามลิงค์ข้างล่างดูค่ะ
     ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 โทมัส เจฟเฟอร์สัน หนึ่งในตัวแทนของ 13 อาณานิคมเดิมของประเทศอังกฤษได้ผ่านร่างคำประกาศอิสรภาพของประเทศอเมริกา ซึ่งถือเป็นการประกาศสงครามกับประเทศแม่ และเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเพื่ออิสรภาพที่ได้มาหลังจากมีการสู้สงครามอย่างยืดเยื้อเป็นเวลากว่า 10 ปี กับประเทศอังกฤษ โดยในสมัยนั้นนายพลจอร์จ วอชิงตัน ซึ่งต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศสหรัฐอเมริกาก็เป็นแม่ทัพใหญ่ที่นำชัยชนะมาสู่ 13 อาณานิคมในที่สุด โดยได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพเรือของประเทศฝรั่งเศส และสุดท้ายก็ได้รับ เทพีแห่งเสรีภาพ เป็นของขวัญจากประเทศฝรั่งเศสเพื่อเฉลิมฉลองอีกด้วย
สวัสดีค่ะ หลังจากที่ห่างหายจากการอัพบล้อกไปนานมาก ต้องขอโทดด้วยจริงๆสำหรับใครที่ติดตามอยู่ เพราะไม่ว่าจะเป็นงานประจำ หรือ การติวให้น้องๆในช่วงปีที่ผ่านมาทำเอาพี่แทบไม่มีเวลาทำอะไรเลย

ยังไงอยากขอแสดงความยินดีสำหรับคนที่เข้าสอบในช่วงวันที่ 29 มีนา ที่ผ่านมาเพราะว่าได้ผ่านช่วงที่เครียดที่สุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ต้องมาลุ้นกันต่อว่าจะมีใครที่ผ่านการคัดเลือกบ้าง.... แต่สำหรับคนที่ไม่ผ่าน หรือ ยังวิตกกังวลว่าตัวเองยังทำได้ไม่มีเท่าที่ควรก็ขอให้นึกเสมอว่าเราทำดีที่สุดแล้วกับความรู้ที่เรามีนะจ้ะ

มีอะไรอยากจะอัพเดทเล็กน้อย และอธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้น 

เรื่องแรกนี้ค่อนข้างซีเรียสนิดนึงเพราะมีน้องที่ติวกับพี่ไปเจอมาว่ามีการเอา materials ในการติวของพี่ไม่ว่าจะเป็นเฉลย หรือ สรุปเนื้อหาที่พี่ส่งให้ก่อนสอบไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ต้องนำมาบอกกล่าวกันนิดนึงคือ ส่วนตัวแล้วพี่ไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากมาย แค่เสียความรู้สึกที่มีเด็กที่เคยเรียนกับพี่ถือโอกาสเอาชีทไปเผยแพร่นะ แต่มันเป็นสิ่งทีพี่ทำใจอยู่ แล้ว แต่เนื่องจากเอกสารต่างๆที่พี่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนเขียนขึ้นเองทั้งหมด แต่มันก็มากจากรวบรวมของพี่เอง เพื่อนมอบให้แค่คนที่สนใจค้นหาและก็เปิดมาเจอบล๊อกของพี่ แต่กลับมีคนบางกลุ่มเอาไปแจกฟรี!!! รวมถึงทำให้น้องๆที่ต้องเสียเงินมาติว หรือ ซื้อชีทไม่พอใจมากกกก ถือเป็นการเอาเปรียบทั้งพี่ และน้องๆที่พยายามสืบค้น หาอ่านบล้อกและติดต่อพี่มาเอง

อันที่จริงราคาชีทเพียงแค่ 300 บาทถือว่าถูกโคตรๆ พี่เลยตัดสินใจว่าสำหรับการติวในการสอบเข้าปีการศึกษาหน้าจะต้องมีการสังคยนาชีทใหม่ทั้งหมด :)

แล้วปัญหาที่สองที่เจอจากการติวในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีน้องบางคน "กลัว" การโอนมัดจให้กับพี่.... อาจทำให้เสียโอกาสในการติวไป อันที่จริงการโอนเงินมัดจำเป็นเป็นอะไรที่คนทั่วไปเค้าก็ทำกันนะ คือที่มีการตั้งกฏนี้ขึ้นมาเพราะว่า การที่น้องมาคอนเฟิมเรื่องวันเวลาส่งๆไปมันทำให้ตารางของพี่ ที่ไม่ยืดหยุ่นเหมือนแต่ก่อนเกิดการรวนขึ้นอย่างแรง แล้วก็ทำให้พี่เสียเวลาและอารมณ์มากๆด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับโอกาสต่อไปขอให้เคลียร์ตัวเองให้ชัวร์ๆ แล้วก็ค่อยทำการนัดคอนเฟิมและมัดจำ (หากมีการเลื่อน อนุญาติให้แค่ 1 ครั้งนะคะ)

เรื่องที่สามคือ จะมานัดติวอะไรกันช่วงเดือนสุดท้ายก่อนสอบ???????? มีหลายคนที่เสียโอกาสในการเตรียมตัวไปเพราะ "ช้า" ตารางติวได้แค่วันเสาร์-อาทิตย์นะคะ เพราะฉะนั้นเดือนนึงจะติวได้มากสุดคือ 3 รอบ/กรุ้ป พี่จึงมีความคิดจะเปลี่ยนค่าเรียนให้เป็นอัตราเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ง่ายต่อการจัดตาราง เอาเป็นว่าใครมาเร็ว และอยากติวเดี่ยวก็จะโชคดีไป ใครมาช้าก็อาจจะต้องไปติวร่วมกับคนอื่นละกัน (แต่จำนวนที่รับติวจะไม่เกิน 4 คน/กรุ้ปแน่นอน)

ปล. หากผู้ปกครอง แม่ พ่อ ป้า น้า อา จะช่วยติดต่อให้น้องในครั้งแรกโอเคนะคะ แต่อยากให้น้องที่จะติวจริงๆเป็นคนติดต่อคุยเองมากกว่าค่ะ 

โปรดติดตามการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นได้ในบล็อกต่อไป และขอให้น้องๆทุกคนโชคดีจ้าาา

สำหรับน้องๆที่สนใจจะติวสำหรับเข้าสอบปี 2015 สามารถคุยได้ที่ LINE: aomnomm (สะดวกสุด) หรือจะโทรมาก็เบอร์เดิม 087-013-4999 

- พี่อ้อม <3
สรุปสั้นๆคือเมื่อก่อนมันจะมีกฎหมายที่เรียกว่า DOMA ที่ย่อมาจาก Defense of Marriage Act มาทำให้คู่รักที่เป็นเพศเดียวกันไม่สามารถแต่งงานกันได้ (ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละรัฐ ว่าอนุญาติให้แต่งได้มั้ย เป็น State Law) แต่รัฐบาลกลางไม่ยอมรับเพราะฉะนั้นการแต่งงานก็จะถึงว่ายังไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร แต่เมื่อไม่นานมานี้ก็มีการตัดสินจากศาลสูง (US Supreme Court) ของอเมริกาว่าไอ้ข้อบัญญัติที่บอกว่า Marriage หมายถึงการแต่งงานของเพศตรงข้าม (หญิง กับ ชาย) เท่านั้น เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักรัฐธรรมนูญของประเทศอเมริกาที่พูดถึง equal protection หรือการได้รับความคุ้มครองอย่างเสมอภาคกัน และ  DOMA เป็นการ discriminate หรือ กีดกันคู่รักเพศเดียวกันไม่ให้ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเหมือนคนอื่น ทำให้ปัจจุบัน Federal Government ที่แต่ก่อนไม่ย้อมรับ หรือ recognized  การแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกัน สามารถยอมรับเช่นออกกรีนการ์ด หรือ ให้คู่สมรสเพศเดียวกันได้รับสิทธิประโยชน์ของคู่สมรสได้ (สินสมรส, ประกันชีวิต, การอพยพ, ฯลฯ) ง่ายๆคือสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆที่คู่สมรสชาย หญิง มีได้จ้า

เพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2015 ศาลสูงของอเมริกามีการตัดสินให้การแต่งงานของเพศเดียวกันมีความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมกันกับการแต่งงานระหว่างชาย หญิงแล้วค่ะ โดยให้ถือว่า same sex marriage เป็น right หรือสิทธิของคนทุกคน มีความสำคัญที่ทำให้ทุกๆรัฐในประเทศอเมริกาต้องอนุญาติให้มีการแต่งงานและยอมรับ คือไม่ยอมไม่ได้เพราะเป็นคำตัดสินของ Supreme Court ที่มีรากฐานจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ

ปล. ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ก็เป็นปธน. ของอเมริกา คนแรกที่ออกมาสนับสนุนสิทธิคู่รักเพศเดียวกันอย่างเปิดเผยในขณะดำรงตำแหน่งอยู่ค่ะ

ใครอยากรู้ลึกรู้จริงก็หาอ่านเพิ่มเติมได้

http://en.wikipedia.org/wiki/Defense_of_Marriage_Act

http://en.wikipedia.org/wiki/United_States_v._Windsor

เดี๋ยวโพสหน้าจะมาคุยเรื่อง Gay marriage กันแบบลงลึกอีกทีนะคะ

เริ่มรับติวเข้า BAS อีกครั้งวันที่ 25-29 ธ.ค. 55 และ 3-29 ม.ค. 56 ค่ะ

ค่าเรียน
เดี่ยว 4,500.-
2 คน (คนละ) 3,000.- บาท
3-4 คน (คนละ) 2,700 บาท


นัดวันแล้วมัดจำได้เลย 1,500 บาท และชำระส่วนที่เหลือวันแรกที่มาเรียนค่ะ


ไฟล์ชีท ราคา 300 บาท (.pdf)

ชำระค่าชีทและมัดจำด้วยการโอนเงินเข้าธนาคาร

กสิกรไทย 732-2-90783-9 (ออมทรัพย์)
ชื่อ ปานทิพย์ กาญจนกิตติชัย

สนใจรายะลเอียดเพิ่มเติมติดต่อพี่อ้อมได้ที่เบอร์ 087-013-4999 (whatsapp/line)




The 2011 State of the Union Address was a speech given by President Barack Obama at 9 p.m. EST on January 25, 2011, in the chamber of the United States House of Representatives.[1] As always, the presiding officers of the Senate and the House of Representatives, Vice President Joe Biden (as Senate President) and House Speaker John Boehner sat behind the president. This is the first time a Republican has sat behind President Obama during a joint session of Congress. In this joint session Obama outlined his “vision for an America that’s more determined, more competitive, better positioned for the future — an America where we out-innovate, we out-educate, we out-build the rest of the world; where we take responsibility for our deficits; where we reform our government to meet the demands of a new age.”

Source: Wikipedia

State of Union Address เป็นการกล่าว...ปราศัย? ประจำปีของประธานาธิบดีแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา โดยปีนี้โอบาม่าก็ได้มีการพูดเกี่ยวกับ "Winning the Future" โดยเป็นการพูดถึงนโยบายต่างๆที่เค้าสนับสนุนตั้งแต่เรื่องการลงทุนในด้านวิทยาศาสตร์ และการศึกษา (Education and Innovation) เค้าได้มีการพูดถึงเรื่อง Illegal Immigrants และก็แสดงความเห็นใจแก่ลูกหลานของผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายที่ไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับสูงได้เนื่องมาจากสถานะของพ่อ-แม่ ทั้งยังสนับสนุนให้คนต่างชาติที่เข้ามาเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีโอกาสทำงานให้ประเทศสหรัฐอเมริกาได้อย่างถูกกฎหมาย เค้ายังพูดถึงการยกระดับสถานะของครูในอเมริกา และสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นครูมากขึ้นเพื่อช่วยพัฒนาประเทศ ทั้งนี้เค้าเน้นไปในด้านวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ โอบาม่ายังให้ความหวังแก่เด็กอเมริกันด้วยว่าจะลดค่าเล่าเรียนให้เหลือไม่เกิน $10,000 ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งสี่ปี และเมื่อนักศึกษาเรียนจบมหาวิทยาลัยและมีงานทำแล้วก็จะให้จ่ายเงินคืนรัฐไม่เกิน 10% ของเงินเดือนต่อเดือนเพื่อไม่ให้กระทบถึงความเป็นอยู่ของคนอเมริกัน เค้ายังให้เหตุผลว่าเนื่องมาจากอเมริกาซึ่งเป็นประเทศแรกที่เกิดนวัตกรรม และเทคโนโลยีต่างๆขึ้นได้เกิดการหยุดชะงัก ในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆทำให้ประเทศที่เพิ่งจะกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้แซงหน้าไปหลายกิโลแล้วอีกด้วย โอบามายังให้ความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยสร้างเป้าหมายใหม่ให้กับประเทศสหรัฐอเมริกาในด้านการใช้พลังงานสะอาด (Clean Energy Technology) และ Biomedical Research รวมถึง Information Technology (เกี่ยวกับสาระสนเทศ??) ทั้งกลายทั้งปวงก็เนื่องมาจาก ธีม to win the future ของเค้า โดยบอกว่า "Let's fix what need fixing and let's move forward." หมายถึงว่าอเมริกาต้องแก้ไขสิ่งที่สนควรแก้ไข และเดินไปข้างหน้าได้แล้ว มิฉะนั้นขั้วอำนาจอาจเปลี่ยนที่ และ ประเทศมหาอำนาจของโลกก็อาจจะไม่ใช่ประเทศอเมริกาอีกต่อไป...




รายละเอียดกรุณาไปฟังต่อในคลิปนะคะ มีอะไรไม่เข้าใจก็ส่งอีเมล์ไปถามได้ที่ : BAS.tutor@gmail.com หรือใครที่ยังสนใจซื้อชีทอยู่ก็สามารถโทรมาสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0870134999 - อ้อม :-)

ปล. ช่วงนี้พี่จะอัพบล๊อกถี่ยิบนิดนึงนะคะ ถ้าอยากรู้อะไรเพิ่มเติมลองย้อนกลับไปดูโพสเก่าๆก่อนได้ค่ะ

อันนี้พูดถึงเรื่องความสำคัญของการศึกษา และ พลังงานสะอาด

Q: คิดราคายังไง?
A: เดี่ยว 600 บาท/ชม. และ กลุ่ม 3 คน 250 บาท/ชม.

Q: สถานที่ที่ใช้ในการติวคือที่ไหน?
A: ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ค่ะทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของน้องๆเองค่ะ

Q: ต้องติวกี่ชั่วโมง?
A: แนะนาให้ติว ครั้งละ 2 ชม. 3 ครั้งค่ะ
(น้องคนไหนสะดวกติว 3 วันติดเลยก็ได้ หรือจะติวด่วนวันเดียวจบเลยก็ได้ค่ะ แต่ต้องนัดเวลากับพี่ๆก่อนนะคะ)

Q: สอนเกี่ยวกับอะไรบ้า? และใช้อะไรสอน?
A: จะสอนตั้งแต่ประวัติศาสตร์โดยย่อของ UK และ USA รวมถึงสอนการเขียน Essay และ เทคนิคการสอบสัมภาษณ์ค่ะ
ชีทที่พี่ใช้เป็นชีทที่พวกพี่ๆช่วยกันรวบรวมขึ้นมา โดยมีเนื้อหาตั้งแต่อดีต จน ถึงปัจจุบันของประเทศอังกฤษ และ อเมริกา เพื่อให้น้องๆได้มีความรู้ ความเข้าใจพื้นฐาน เกี่ยวกับสองประเทศนี้ค่ะ ทั้งยังมีการสอนเขียน Essay เพื่อการสอบเข้า โดยมีหัวข้อทั้งที่พี่ๆรวบรวมขึ้นมาเอง และของปีที่ผ่านๆมา รวมถึงเทคนิคต่างๆที่สามารถนาไปใช้ในการสอบสัมภาษณ์เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่สัมภาษณ์เราด้วยค่ะ

Q: ใครคือผู้สอน?
A: พี่ๆนักศึกษารุ่นปัจจุบันของ BAS ค่ะ ฉะนั้นน้องๆจึงมั่นใจได้เลยว่าพวกพี่ๆเคยผ่านสิ่งที่น้องๆจะเจอมาก่อนแล้ว และสามารถให้คาที่เป็นประโยชน์แก่น้องๆได้จริงๆ
นี่เป็นเว็บใหม่ของโครงการนะคะ http://www.basthammasat.org/
  
"For prospective students, application form will be available at Thammasat University Bookstore and Chulalongkorn University Bookstore from Nov 8, 2010 to January 21, 2011.
 

Application form submission: December 20, 2010-January 21, 2011 at BAS office, Liberal Arts building, Thammasat University, Phrachan campus."

 
    ก่อนอื่นต้องขอกราบประทานอภัยแก่น้องๆที่ส่งอีเมล์มาแล้วพี่ตอบช้านะคะ ช่วงนี้บีซี่มั่กมาก ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรจะมาอัพเดทมาก แต่กำลังรวบรวมข้อมูลเป็นชีทสรุปเรื่องราวเกี่ยวกับ อังกฤษ และ อเมริกา อยู่ น้องๆคนไหนสนใจติดต่อได้นะจ้ะ แบบเอาไปอ่านเล่นๆ แต่ได้ใช้จริง (ถ้าสอบเข้าได้ 55) ราคาไม่เกินสองร้อยนะคะ หุหุ อย่าหาว่างกเลยนะขอค่าพิมพ์นีสนึง พี่จะพยายามทำให้มันอ่านง่ายที่สุด เป็นภาษาอังกฤษนะ จะได้ลองไปดูตัวเองด้วยว่าการอ่านไปถึงไหนแล้ว เพราะพี่ไม่อยากเน้นให้สอบเข้าได้อย่างเดียว อยากให้เข้ามาแล้วเรียนรู้เรื่องด้วยอ่าจะ

MSN ใครอยากได้กรุณาขอมาทางอีเมล์นะจ้ะ BAS.tutor@gmail.com เมล์เดิมนั้นลา  
อะแฮ่มๆ โอเคตอนนี้ พี่จะมาพูดถึงเรื่องการสอบเข้าค่ะ เห็นมีน้องๆถามผ่านทางพี่ป้อปเข้ามาเยอะ
อันที่จริงน้องสามารถเข้าไปดูที่เว็บของโครงการได้เลยนะคะ แต่ว่ามันเป็นภาษาอังกฤษ อาจจะเข้าใจคาดเคลื่อนได้ เพราะฉะน้าน พี่จะมาแปลให้ตรงนี้อีกทีละกัน เว็บไซต์ก็นี่ http://www.tu.ac.th/org/arts/bas/

REQUIREMENTS หรือ คุณสมบัติที่หรือสิ่งที่ต้องมีในการสมัครสอบมีดังนี้ คือ

1. Applicant must hold a secondary school certificate (M.6) or its equivalent
(ผู้สมัครจะต้องมีวุฒการศึกษาชั้นม.6 ของไทย หรือ เทียบเท่า เท่ากับว่าน้องๆที่เรียนจบมาจากต่างประเทศก็สามารถสมัครได้ค่ะ แต่ต้องมีใบจบ ซึ่งต้องไปทำเรื่องขอที่กระทรวงศึกษาธิการค่ะ)

2. A minimum secondary school GPA of 2.5 (or equivalent results such as GCE, GCSE, IGCSE, IB and GED); OR GCE, GCSE or IGCSE results must not be lower than "C" in five different subjects (Excluding GCE 'O' Level for Thai Language);

IB exam results must not be lower than "4" in five different subjects;

GED results must be at least 2250 scores, combinig all five subjects taken, and the score in each subject should reach a minimum of 410;

New Zealand results must be equivalent to an average of 2.5 due to the calculation of Embassy of New Zealand;

If an applicant does not have a GPA result in hand, he/she must submit a transcript, grade report, or relevant documents showing academic performance on the Application Submission Day.

(ข้อสองนี้บอกตามตรงว่างงเหมือนกันเพราะพี่มาจากโรงเรียนไทยค่ะ แต่ถ้าใครมีข้อสงสัยอะไรเป็นพิเศษก็ถามเพิ่มเติมทางอีเมล์ได้ค่ะ เดี๋ยวไปถามเพื่อนๆที่มีประสบการณ์ให้ละกัน แต่เอาเป็นว่าถ้ามาจากโรงเรียนไทยก็เกรดเฉลี่ยต่ำต้อง 2.5 ขึ้นไปค่ะ ส่วนที่มาจากต่างประเทศก็ตามนั้น 55)

3. Results of one of the following tests (obtained within the past two years ONLY)
  • IELTS overall band score with a score of 5.0 or above, OR;
  • TOEFL with a total score of 173 (computer-based) or 59 (internet-based) or above, OR;
  • TU-GET with a score of 500 or above, OR;
  • SAT (Critical Reading) with a score of 350 or above OR;
  • National Entrance Examination or O-Net with a minimum score/percentage of 70 (English) and 50 (Socia lStudies)
(ข้อสามคือต้องมีผลการสอบทักษะด้านภาษาอังกฤษอย่างใดอย่างหนึ่งจากลิสต์ข้างบน ที่ไม่เก่ากว่า 2 ปี หมายถึงถ้าเคยสอบมานานเกินสองปีแล้วใช้ไม่ได้ ต้องไปสอบใหม่ค่ะ)

สำหรับข้อสามพี่แนะนำว่าถ้าน้องคนไหนอยากสอบแบบประหยัดหน่อยก็ไปสอบ TU-GET ดีกว่าค่ะ ค่าสอบประมาณ ห้าร้อยกว่าบาท ไว้วันหลังจะเอารายละเอียดวิธีการสมัครมาบอกนะ

*** ใบสมัคร BAS ปีนี้จะเริ่มขายช่วงพฤศจิกายนนี้แล้วนะคะ ราคา 300 บาท ซื้อได้ที่ศูนย์หนังสือจุฬา และก็ที่ร้านหนังสือธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์ค่ะ) ***