หากน้องๆคนไหนยังไม่รู้ว่าการแต่งงานของเพศเดียวกัน หรือที่รู้จักกันในนามว่า same-sex marriage หรือ gay marriage นั้นคืออะไรแล้วมันมีความสำคัญยังไงต้องอ่านเลยค่ะ เพราะว่าเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงมากที่สุดในปีนี้เลย เพราะถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาในรอบสิบปีเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันซึ่งคนอเมริกันให้ความสำคัญกับมันมากๆๆๆๆๆ
ต้องท้าวความกันก่อนว่าประเทศอเมริกานั้นมีกฎหมายอยู่สองแบบหลักๆคือ กฎหมายกลาง (รัฐธรรมนูญ) ที่ใช้เป็นกฎหมายหลักในการปกครองประเทศอยู่แล้ว และกฎหมายของแต่ละรัฐ ที่ต้องมีการแบ่งออกแบบนี้เพราะเดิมทีประเทศอเมริกานั้นเป็นรัฐอาณานิคมที่อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศอังกฤษโดยแต่ละรัฐมีสถานะเท่าเทียมกัน แต่เมื่อหลังจากทำสงครามเพื่ออิสระภาพแล้วนั้นก็กลายเป็นต้องเพิ่มรัฐบาลกลางเพื่อให้เกิดความเป็นประเทศขึ้น รัฐบาลกลาง หรือ Federal Government นั้นมีหน้าที่ติดต่อกับต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นการทำสนธิสัญญาต่างๆ ทำสงคราม การค้า และคอยไกล่เกลี่ย หรือตัดสินคดีความข้อพิพาทระหว่างรัฐต่างๆ แต่เนื่องจากประเทศอเมริกานั้นมีขนาดใหญ่มากประกอบกัน 48 รัฐ (บนแผ่นดินใหญ่) รัฐฮาวาย และ รัฐอลาสก้า ด้วยรวมเป็น 50 รัฐ มีประชากรมากมายหลากหลายทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรม ประกอบกับการที่ประเทศอเมริกานั้นให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย แต่ละรัฐจึงมีลักษณะการปกครอง และการเมืองท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไปเหตุผลหลักๆเลยคือไม่ต้องการให้รัฐบาลกลางมีอำนาจมากจนเกินไปและต้องการให้การปกครองคนในท้องถิ่นเป็นไปในลักษณะการปกครองตนเอง ทำให้ส่วนใหญ่แล้วการออกกฎหมายที่ใช้ในแต่ละรัฐจึงอาศัยการโหวตภายในรัฐนั้นๆที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลท้องถิ่นรวมไปถึงการออกกฎหมายอนุญาติ หรือ ไม่อนุญาติให้มีการแต่งงานของเพศเดียวกันเกิดขึ้นด้วย โดยรัฐบาลกลางไม่มีสิทธิเข้าไปก้าวก่าย
แต่.... เมื่อไม่นานมีนี้ LGBT (Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender) movement ก็เป็นกระแสขึ้นหลายๆรัฐผ่านกฎหมายอนุญาติให้เพศเดียวกันแต่งงานกันได้ผ่านการทำประชามติในรัฐของตน อยู่ดีๆสภาคองเกรสก็มีการกลัว LGBT ทำให้มีการผ่านกฎหมายที่ชื่อว่า Defense of Marriage Act (DOMA) ในสมัย Bill Clinton เพื่อห้ามไม่ให้รัฐบาลกลางยอมรับ หรือ recognize การแต่งงานของเพศเดียวกัน โดยให้คำจำกัดความว่าการแต่งงานหมายถึงระหว่างชาย 1 หญิง 1 เท่านั้น (Traditional Marriage)
แต่.... ก็มีการต่อต้านการร้องเรียนต่างๆเกิดขึ้นมากมายจนเป็นเหตุนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายนี้ในปี 2014 ที่ศาลสูงของประเทศ (Supreme Court of the United States/ SCOTUS) strike down ว่าการที่รัฐบาลกลางไม่ยอมรับการแต่งงานที่ถูกต้องตามกฎหมายของคู่รักเพศเดียวกันนั้นคือการ discriminate และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่สมควรได้รับความคุ้มครองจากรัฐฯอย่างเท่าเทียมกัน เป็นสิ่งที่ unconstitutional หรือ ผิดหลักรัฐธรรมนูญ ทำให้ตั้งแต่งนั้นเป็นต้นมารัฐบาลกลางก็ต้องยอมรับการแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันที่ทำอย่างถูกต้องในรัฐต่างๆได้
แต่.... เนื่องจาก Defense of Marriage Act มีบทบัญญัติหลายข้อและศาลสูงได้แก้ไขเฉพาะส่วนที่พูดถึงรัฐบาลกลางเท่านั้น ทำให้รัฐอื่นๆที่ยังไม่อนุญาติให้คู่รักเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ก็ยังคงไม่อนุญาติได้อยู่รวมถึงไม่จำเป็นต้องยอมรับด้วย ทำให้การประท้วงและเรียกร้องความเสมอภาคของเหล่า LGBT ก็ยังคงดำเนินต่อไป
แต่.... ในวันที่ 26 มิถุนายน 2015 นั้นก็มีการตัดสินข้อพิพาษระหว่าง Obergefell v. Hodges มีที่มาคือ Obergefell ผู้ร้องเสียหายต้องการมีชื่อเป็น Surviving Spouse ของสามีที่เสียชีวิตไปแต่ถูกปฎิเสธเพราะรัฐ Ohio ไม่ยอมรับการแต่งงานของเค้าและสามีในรัฐแมรี่แลนด์ เค้าจึงเรียกร้องขอความเป็นธรรมโดยมีการฟ้องร้องรัฐ Ohio ว่ากีดกัน และเหยียดหยามการแต่งงานของเค้าที่ทำขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายของรัฐอื่น คดีความกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตและมีการอุทรณ์ขึ้นไปจนถึงศาลสูง(สุด) ของประเทศจนได้ และศาลก็มีคำตัดสินออกมาว่าการแต่งงานนั้นเป็น right หรือ สิทธิที่ทุกคนทำได้ ทำให้ same-sex marriage เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายเหมือนการแต่งงานอื่นๆทั่วไป คู่สมรสมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับและได้รับผลประโยชน์ต่างๆเหมือนคู่สามี ภรรยาได้รับ และถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของ LGBT community ในอเมริกาเพราะเมื่อคำตัดสินมาจากศาลสูงแล้วถือเป็นอันสิ้นสุดและเด็ดขาดมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศทันที
แต่.... LGBT community ก็จะไม่หยุดอยู่แค่นี้เพราะพวกเค้าคิดว่าถึงแม้จะมีการแต่งงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่พวกเค้าอาจจะโดนรังแกจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยในการตัดสินของ SCOTUS ครั้งนี้ด้วยการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมา discriminate พวกเค้าอีก เหมือนกับกรณีของการเหยียดสีผิว, เพศ, ศาสนา, ฯลฯ ที่ชาวผิวสี และผู้หญิงยังคงเผชิญอยู่ในขณะนี้
ฉะนั้นก่อนที่เราจะทึกทักไปเองว่าคำตัดสินของศาลครั้งนี้จะนำไปสู่ Happy Ending ของทุกๆคน เราต้องคำนึงเสมอว่าการตัดสินครั้งนี้ผลคือผู้พิพากษา 5 คนเห็นด้วย และ 4 คนไม่เห็นด้วย คนในประเทศอเมริกาถึงแม้ว่าจะมีความเห็นเอนเอียงไปตามศาลสูง แต่อีกไม่น้อยเลยที่ยังไม่เห็นด้วยและคงจะไม่เปลี่ยนความคิดไปได้ง่ายๆ ดังนั้นถึงแม้ว่าทางกฎหมาย LGBT จะได้รับ marriage equality แล้วแต่ว่าทางภาคปฎิบัติพวกเค้ายังคงต้องต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันทางสังคมต่อไป.
ในโพสหน้าเราจะมาลองดูกันว่าเหตุผลที่หลายๆคนไม่เห็นด้วยกับการตัดสินครั้งนี้มีอะไรบ้างค่ะ
ต้องท้าวความกันก่อนว่าประเทศอเมริกานั้นมีกฎหมายอยู่สองแบบหลักๆคือ กฎหมายกลาง (รัฐธรรมนูญ) ที่ใช้เป็นกฎหมายหลักในการปกครองประเทศอยู่แล้ว และกฎหมายของแต่ละรัฐ ที่ต้องมีการแบ่งออกแบบนี้เพราะเดิมทีประเทศอเมริกานั้นเป็นรัฐอาณานิคมที่อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศอังกฤษโดยแต่ละรัฐมีสถานะเท่าเทียมกัน แต่เมื่อหลังจากทำสงครามเพื่ออิสระภาพแล้วนั้นก็กลายเป็นต้องเพิ่มรัฐบาลกลางเพื่อให้เกิดความเป็นประเทศขึ้น รัฐบาลกลาง หรือ Federal Government นั้นมีหน้าที่ติดต่อกับต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นการทำสนธิสัญญาต่างๆ ทำสงคราม การค้า และคอยไกล่เกลี่ย หรือตัดสินคดีความข้อพิพาทระหว่างรัฐต่างๆ แต่เนื่องจากประเทศอเมริกานั้นมีขนาดใหญ่มากประกอบกัน 48 รัฐ (บนแผ่นดินใหญ่) รัฐฮาวาย และ รัฐอลาสก้า ด้วยรวมเป็น 50 รัฐ มีประชากรมากมายหลากหลายทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรม ประกอบกับการที่ประเทศอเมริกานั้นให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย แต่ละรัฐจึงมีลักษณะการปกครอง และการเมืองท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไปเหตุผลหลักๆเลยคือไม่ต้องการให้รัฐบาลกลางมีอำนาจมากจนเกินไปและต้องการให้การปกครองคนในท้องถิ่นเป็นไปในลักษณะการปกครองตนเอง ทำให้ส่วนใหญ่แล้วการออกกฎหมายที่ใช้ในแต่ละรัฐจึงอาศัยการโหวตภายในรัฐนั้นๆที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลท้องถิ่นรวมไปถึงการออกกฎหมายอนุญาติ หรือ ไม่อนุญาติให้มีการแต่งงานของเพศเดียวกันเกิดขึ้นด้วย โดยรัฐบาลกลางไม่มีสิทธิเข้าไปก้าวก่าย
แต่.... เมื่อไม่นานมีนี้ LGBT (Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender) movement ก็เป็นกระแสขึ้นหลายๆรัฐผ่านกฎหมายอนุญาติให้เพศเดียวกันแต่งงานกันได้ผ่านการทำประชามติในรัฐของตน อยู่ดีๆสภาคองเกรสก็มีการกลัว LGBT ทำให้มีการผ่านกฎหมายที่ชื่อว่า Defense of Marriage Act (DOMA) ในสมัย Bill Clinton เพื่อห้ามไม่ให้รัฐบาลกลางยอมรับ หรือ recognize การแต่งงานของเพศเดียวกัน โดยให้คำจำกัดความว่าการแต่งงานหมายถึงระหว่างชาย 1 หญิง 1 เท่านั้น (Traditional Marriage)
แต่.... ก็มีการต่อต้านการร้องเรียนต่างๆเกิดขึ้นมากมายจนเป็นเหตุนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายนี้ในปี 2014 ที่ศาลสูงของประเทศ (Supreme Court of the United States/ SCOTUS) strike down ว่าการที่รัฐบาลกลางไม่ยอมรับการแต่งงานที่ถูกต้องตามกฎหมายของคู่รักเพศเดียวกันนั้นคือการ discriminate และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่สมควรได้รับความคุ้มครองจากรัฐฯอย่างเท่าเทียมกัน เป็นสิ่งที่ unconstitutional หรือ ผิดหลักรัฐธรรมนูญ ทำให้ตั้งแต่งนั้นเป็นต้นมารัฐบาลกลางก็ต้องยอมรับการแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันที่ทำอย่างถูกต้องในรัฐต่างๆได้
แต่.... เนื่องจาก Defense of Marriage Act มีบทบัญญัติหลายข้อและศาลสูงได้แก้ไขเฉพาะส่วนที่พูดถึงรัฐบาลกลางเท่านั้น ทำให้รัฐอื่นๆที่ยังไม่อนุญาติให้คู่รักเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ก็ยังคงไม่อนุญาติได้อยู่รวมถึงไม่จำเป็นต้องยอมรับด้วย ทำให้การประท้วงและเรียกร้องความเสมอภาคของเหล่า LGBT ก็ยังคงดำเนินต่อไป
แต่.... ในวันที่ 26 มิถุนายน 2015 นั้นก็มีการตัดสินข้อพิพาษระหว่าง Obergefell v. Hodges มีที่มาคือ Obergefell ผู้ร้องเสียหายต้องการมีชื่อเป็น Surviving Spouse ของสามีที่เสียชีวิตไปแต่ถูกปฎิเสธเพราะรัฐ Ohio ไม่ยอมรับการแต่งงานของเค้าและสามีในรัฐแมรี่แลนด์ เค้าจึงเรียกร้องขอความเป็นธรรมโดยมีการฟ้องร้องรัฐ Ohio ว่ากีดกัน และเหยียดหยามการแต่งงานของเค้าที่ทำขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายของรัฐอื่น คดีความกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตและมีการอุทรณ์ขึ้นไปจนถึงศาลสูง(สุด) ของประเทศจนได้ และศาลก็มีคำตัดสินออกมาว่าการแต่งงานนั้นเป็น right หรือ สิทธิที่ทุกคนทำได้ ทำให้ same-sex marriage เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายเหมือนการแต่งงานอื่นๆทั่วไป คู่สมรสมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับและได้รับผลประโยชน์ต่างๆเหมือนคู่สามี ภรรยาได้รับ และถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของ LGBT community ในอเมริกาเพราะเมื่อคำตัดสินมาจากศาลสูงแล้วถือเป็นอันสิ้นสุดและเด็ดขาดมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศทันที
แต่.... LGBT community ก็จะไม่หยุดอยู่แค่นี้เพราะพวกเค้าคิดว่าถึงแม้จะมีการแต่งงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่พวกเค้าอาจจะโดนรังแกจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยในการตัดสินของ SCOTUS ครั้งนี้ด้วยการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมา discriminate พวกเค้าอีก เหมือนกับกรณีของการเหยียดสีผิว, เพศ, ศาสนา, ฯลฯ ที่ชาวผิวสี และผู้หญิงยังคงเผชิญอยู่ในขณะนี้
ฉะนั้นก่อนที่เราจะทึกทักไปเองว่าคำตัดสินของศาลครั้งนี้จะนำไปสู่ Happy Ending ของทุกๆคน เราต้องคำนึงเสมอว่าการตัดสินครั้งนี้ผลคือผู้พิพากษา 5 คนเห็นด้วย และ 4 คนไม่เห็นด้วย คนในประเทศอเมริกาถึงแม้ว่าจะมีความเห็นเอนเอียงไปตามศาลสูง แต่อีกไม่น้อยเลยที่ยังไม่เห็นด้วยและคงจะไม่เปลี่ยนความคิดไปได้ง่ายๆ ดังนั้นถึงแม้ว่าทางกฎหมาย LGBT จะได้รับ marriage equality แล้วแต่ว่าทางภาคปฎิบัติพวกเค้ายังคงต้องต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันทางสังคมต่อไป.
ในโพสหน้าเราจะมาลองดูกันว่าเหตุผลที่หลายๆคนไม่เห็นด้วยกับการตัดสินครั้งนี้มีอะไรบ้างค่ะ
เนื่องจากการที่ข้อสอบๆเข้า BAS เป็นข้อสอบที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะรูปแบบเช่น ปี 2014 มีข้อสอบแบบปรนัยด้วย แต่ปี 2015 ไม่มีแล้วกลายเป็นข้อเขียนล้วนๆ แถมคะแนน IELTS ยังเพิ่มขึ้นจาก 5 เป็น 6 อีก เพราะฉะนั้นใครที่สนใจจะเข้าที่นี่ต้องขยันอัพเดทข่าวสาร และห้ามยึดติด หรือ ท่องจำกับที่นี่เด็ดขาด พี่จะบอกน้องๆเสมอว่าการสอบเข้าที่นี่ไม่อยากให้ท่องจำ อยากให้รู้เนื้อหาคร่าวๆของหลายๆเรื่องในวงกว้างฝึกให้ความคิดเห็น และวิเคราะห์ เพราะว่าการทำแบบนี้ไม่ว่าข้อสอบจะออกมารูปแบบไหนน้องๆก็จะสามารถนำความรู้ตรงนี้มาใช้ได้เสมอๆ สมมติถ้าเราไปคิดว่าเค้าจะออกปรนัย (ซึ่งกว้างมากกกก) น้องไปมุ่งแต่ท่องจำแต่ไม่ยอมฝึกเขียนเพราะคิดว่ายังๆทำตรงนี้ได้ก็ยังดี แต่พอข้อสอบออกมาไม่มีปรนัยน้องจึงทำไม่ได้เลย นี่แหละความสำคัญของการเขียนเพราะการเขียน และการพูดคือสิ่งที่น่าจะวัดศักยภาพของน้องๆได้ดีกว่าการท่องจำ พี่จึงคิดว่าเนี่ยแหละเป็นเหตุผลที่โครงการตัดข้อปรนัยออกไป การเรียนที่ BAS เป็นการเรียนแบบตะวันตก (เพราะอาจารย์เป็นชาวตะวันตก)
เราคงจะปฎิเสธไม่ได้ว่าการเรียนการสอนแบบตะวันตกมีคุณภาพและเน้นการพัฒนาเด็กๆให้มีความคิดความเป็นตัวของตัวเอง และความมั่นใจในตัวเองมากกว่าการเรียนการสอนแบบไทยที่เน้นให้นักเรียนมีความเคารพน้อบน้อมครู ครูบอกอะไรก็เชื่อหมดทำให้เกิดการรับข้อมูลแบบด้านเดียว (คือด้านที่ครูเรียนมา) หากครูเรียนมาผิด หรือ เนื้อหาไม่เข้าสมัยเด็กก็ย่อมเป็นแบบนั้นไปด้วย ในขณะที่การเรียนการสอนแบบตะวันตกพยามให้เด็กตั้งคำถาม คิดเอง วิเคราะห์เอง โต้แย้งกับครูอาจารย์ได้ ไม่ถือว่าเป็นการปีนเกลียว หรือ ก้าวร้าวแต่อย่างได้ ซึ่งในด้านการเรียนการศึกษานั้น วัฒนธรรมแบบนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากนักเรียนคิดเอง วิเคราะห์เองไม่เป็นก็จะไม่สามารถนำมาปรับใช้ หรือ ประยุกต์ในชีวิตประจำวัน หรือ ในการทำงานประกอบอาชีพของตัวเองได้
พูดมาซะยาวประเด็นก็คือน้องๆคนไหนที่กำลังเล็งจะถามพี่ว่า พี่คะเค้าจะออกข้อสอบอะไร ยากมั้ย พี่คงจะตอบได้ยาก....สั้นๆคือ ถ้าเรามีความรู้รอบด้าน ไม่ว่าเค้าจะถามอะไรมาเราก็จะสามารถนำมาสรรค์สร้างเป็นคำตอบที่ดีได้เสมอค่ะ
อ่านประโยคด้านบนจบคิดต่อด้วยนะ เช่น พี่ใช้คำว่า ความรู้รอบด้าน ไม่ใช่ความรู้รอบตัว เพราะว่าความรู้รอบด้านคือด้านดี ด้านไม่ดี ด้านเห็นด้วย ด้านไม่เห็นด้วย ด้านเฉยๆ ด้านต่อต้าน ฯลฯ แถมพี่ยังใช้คำว่าคำตอบที่ดีแทนคำว่า คำตอบที่ถูกต้อง เนื่องจากข้อสอบอัตนัยที่ใช้ในการสอบเข้านั้นไม่มีถูก หรือ ผิด มีแต่คำตอบที่ดีมากตรงคำถาม ตรงประเด็น คำตอบที่ดีน้อย หรือ คำตอบที่ไม่ดี ซึ่งก็เชื่อมโยงกับที่พูดไปก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเรื่องรู้รอบด้าน เพราะการรู้รอบด้านเนี่ยแหละจะทำให้คำตอบของเราดูมีน้ำหนักต่อคนอ่านมากที่สุดนั่นเองจ้า
รู้แบบนี้แล้วน้องๆที่กำลังจะเตรียมตัวสอบเข้าที่นี้ หรือที่ไหนก็ตามในระดับมหาวิทยาลัยควรจะเริ่มฝึกทักษะการเขียนเรียงความของตัวเองเป็นอย่างแรกเลยค่ะ
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการสอบเข้าของปีการศึกษา 2558/2015 นะคะ ยินดีด้วยกับน้องๆทุกคนที่ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือติวเข้มกันจนหยดสุดท้ายและความพยายามก็ส่งผลสำเร็จค่ะ น้องๆที่ติดตัวสำรองก็ต้องภูมิใจนะคะว่าอย่างน้อยเราก็ยังมีโอกาส และผ่านเกณฑ์การคัดเลือกมาระดับนึง เพราะของธรรมศาสตร์ถึงแม้จะเป็นคณะอินเตอร์ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าได้แบบชิลๆนะจ้ะ ต้องพยายามพอสมควร อีกทั้งปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามีคนมาสมัครมากขึ้นเยอะจริงๆ และโครงการรับแค่ 101 คน ที่เป็นตัวจริง (เรียงตามเลขที่สมัคร) ส่วนตัวสำรองนี่เรียงตามคะแนนสอบค่ะลองไปเช็คผลการสอบกันที่นี่
เราย้ายไปที่ www.bastutors.com แล้วค่ะ
เพิ่มเติมคำถามของปีที่ผ่านมา คือ ให้เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียของประเทศอเมริกากับประเทศจีน และความเป็นไปได้ที่จีนจะมาแทนที่อเมริกาในฐานะผู้นำโลก - คำถามนี้อันที่จริงก็ไม่ตายตัวอยู่แล้วว่าเราจะตอบในทิศทางไหน หรือ คำถามเป้ะๆ คืออะไร เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้แชร์ไอเดีย และวิเคราะห์ จากความรู้หรือความเห็นส่วนตัวของเรา ความเป็นไปได้ ข้อดี ข้อเสีย ของการที่ประเทศจีนจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลก โดยเฉพาะได้ด้านเศรษฐกิจของจีน ลองไปดูตัวอย่างการเขียนเชิงวิเคราะห์ตามลิงค์ข้างล่างดูค่ะ
เทศกาล Thanksgiving หรือ การขอบคุณพระเจ้าเป็นเทศกาลของชาวคริสต์ในประเทศแคนนาดา และอเมริกาเท่านั้น เนื่องจากในสมัยที่มาตั้งอาณานิคมในโลกใหม่ บริเวณทวีปอเมริกาเหนือมีฤดูหนาวที่ยาวนาน และโหดร้ายมาก ชาวอาณานิคมที่อพยพมาอยู่ที่โลกใหม่เพราะความศรัทธาในศาสนา และพระเจ้า แต่ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ ทำให้เสบียงที่นำมาจากยุโรปเริ่มร่อยหรอลงไป แต่ก็ได้รับการชาวเหลือ จากชาวอเมริกันพื้นเมืองที่นำอาหารมาให้ จึงทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกขอบคุณพระเจ้าเป็นอย่างมากที่ส่งชาวพื้นเมืองมาช่วยเหลือ
ประเทศสหราชอาณาจักรไม่มีรัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษรที่กำหนดบทบาทของรัฐบาล
กับ ประชาชนเหมือนประเทศอื่นๆในโลก แต่จะใช้เอกสารเช่น คำตัดสินของศาลที่เคยมีมา
ผลงานของผู้มีอำนาจ หรือ สนธิสัญญาต่างๆมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการปกครองประเทศ
โดยรัฐธรรมนูญลักษณะนี้ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญแบบ 'uncodified' หรือ 'unwritten' ซึ่งอาจหมายถึงเอกสารการประชุมของรัฐสภาในสมัยต่างมาใช่ร่วมด้วย
The
United States won the Revolutionary war against its mother country,
the United Kingdom on September 3, 1783. After 7 years of an on-going
war after the declaration of Independence on July 4th,
1776. The Continental Army was led by General George Washington who
later became the first President of America. Many other great figures
during the Revolutionary war were John Adams (2nd
President) who went to France and successfully negotiated a deal for
a naval assistant from France. America and France also have similar
struggles with its monarchy system. (France had their own revolution
later in 1789)
ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 โทมัส เจฟเฟอร์สัน หนึ่งในตัวแทนของ 13 อาณานิคมเดิมของประเทศอังกฤษได้ผ่านร่างคำประกาศอิสรภาพของประเทศอเมริกา ซึ่งถือเป็นการประกาศสงครามกับประเทศแม่ และเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเพื่ออิสรภาพที่ได้มาหลังจากมีการสู้สงครามอย่างยืดเยื้อเป็นเวลากว่า 10 ปี กับประเทศอังกฤษ โดยในสมัยนั้นนายพลจอร์จ วอชิงตัน ซึ่งต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศสหรัฐอเมริกาก็เป็นแม่ทัพใหญ่ที่นำชัยชนะมาสู่ 13 อาณานิคมในที่สุด โดยได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพเรือของประเทศฝรั่งเศส และสุดท้ายก็ได้รับ เทพีแห่งเสรีภาพ เป็นของขวัญจากประเทศฝรั่งเศสเพื่อเฉลิมฉลองอีกด้วย
สวัสดีค่ะ หลังจากที่ห่างหายจากการอัพบล้อกไปนานมาก ต้องขอโทดด้วยจริงๆสำหรับใครที่ติดตามอยู่ เพราะไม่ว่าจะเป็นงานประจำ หรือ การติวให้น้องๆในช่วงปีที่ผ่านมาทำเอาพี่แทบไม่มีเวลาทำอะไรเลย
ยังไงอยากขอแสดงความยินดีสำหรับคนที่เข้าสอบในช่วงวันที่ 29 มีนา ที่ผ่านมาเพราะว่าได้ผ่านช่วงที่เครียดที่สุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ต้องมาลุ้นกันต่อว่าจะมีใครที่ผ่านการคัดเลือกบ้าง.... แต่สำหรับคนที่ไม่ผ่าน หรือ ยังวิตกกังวลว่าตัวเองยังทำได้ไม่มีเท่าที่ควรก็ขอให้นึกเสมอว่าเราทำดีที่สุดแล้วกับความรู้ที่เรามีนะจ้ะ
มีอะไรอยากจะอัพเดทเล็กน้อย และอธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
เรื่องแรกนี้ค่อนข้างซีเรียสนิดนึงเพราะมีน้องที่ติวกับพี่ไปเจอมาว่ามีการเอา materials ในการติวของพี่ไม่ว่าจะเป็นเฉลย หรือ สรุปเนื้อหาที่พี่ส่งให้ก่อนสอบไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ต้องนำมาบอกกล่าวกันนิดนึงคือ ส่วนตัวแล้วพี่ไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากมาย แค่เสียความรู้สึกที่มีเด็กที่เคยเรียนกับพี่ถือโอกาสเอาชีทไปเผยแพร่นะ แต่มันเป็นสิ่งทีพี่ทำใจอยู่ แล้ว แต่เนื่องจากเอกสารต่างๆที่พี่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนเขียนขึ้นเองทั้งหมด แต่มันก็มากจากรวบรวมของพี่เอง เพื่อนมอบให้แค่คนที่สนใจค้นหาและก็เปิดมาเจอบล๊อกของพี่ แต่กลับมีคนบางกลุ่มเอาไปแจกฟรี!!! รวมถึงทำให้น้องๆที่ต้องเสียเงินมาติว หรือ ซื้อชีทไม่พอใจมากกกก ถือเป็นการเอาเปรียบทั้งพี่ และน้องๆที่พยายามสืบค้น หาอ่านบล้อกและติดต่อพี่มาเอง
อันที่จริงราคาชีทเพียงแค่ 300 บาทถือว่าถูกโคตรๆ พี่เลยตัดสินใจว่าสำหรับการติวในการสอบเข้าปีการศึกษาหน้าจะต้องมีการสังคยนาชีทใหม่ทั้งหมด :)
แล้วปัญหาที่สองที่เจอจากการติวในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีน้องบางคน "กลัว" การโอนมัดจำให้กับพี่.... อาจทำให้เสียโอกาสในการติวไป อันที่จริงการโอนเงินมัดจำเป็นเป็นอะไรที่คนทั่วไปเค้าก็ทำกันนะ คือที่มีการตั้งกฏนี้ขึ้นมาเพราะว่า การที่น้องมาคอนเฟิมเรื่องวันเวลาส่งๆไปมันทำให้ตารางของพี่ ที่ไม่ยืดหยุ่นเหมือนแต่ก่อนเกิดการรวนขึ้นอย่างแรง แล้วก็ทำให้พี่เสียเวลาและอารมณ์มากๆด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับโอกาสต่อไปขอให้เคลียร์ตัวเองให้ชัวร์ๆ แล้วก็ค่อยทำการนัดคอนเฟิมและมัดจำ (หากมีการเลื่อน อนุญาติให้แค่ 1 ครั้งนะคะ)
เรื่องที่สามคือ จะมานัดติวอะไรกันช่วงเดือนสุดท้ายก่อนสอบ???????? มีหลายคนที่เสียโอกาสในการเตรียมตัวไปเพราะ "ช้า" ตารางติวได้แค่วันเสาร์-อาทิตย์นะคะ เพราะฉะนั้นเดือนนึงจะติวได้มากสุดคือ 3 รอบ/กรุ้ป พี่จึงมีความคิดจะเปลี่ยนค่าเรียนให้เป็นอัตราเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ง่ายต่อการจัดตาราง เอาเป็นว่าใครมาเร็ว และอยากติวเดี่ยวก็จะโชคดีไป ใครมาช้าก็อาจจะต้องไปติวร่วมกับคนอื่นละกัน (แต่จำนวนที่รับติวจะไม่เกิน 4 คน/กรุ้ปแน่นอน)
ปล. หากผู้ปกครอง แม่ พ่อ ป้า น้า อา จะช่วยติดต่อให้น้องในครั้งแรกโอเคนะคะ แต่อยากให้น้องที่จะติวจริงๆเป็นคนติดต่อคุยเองมากกว่าค่ะ
โปรดติดตามการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นได้ในบล็อกต่อไป และขอให้น้องๆทุกคนโชคดีจ้าาา
สำหรับน้องๆที่สนใจจะติวสำหรับเข้าสอบปี 2015 สามารถคุยได้ที่ LINE: aomnomm (สะดวกสุด) หรือจะโทรมาก็เบอร์เดิม 087-013-4999
- พี่อ้อม <3
ยังไงอยากขอแสดงความยินดีสำหรับคนที่เข้าสอบในช่วงวันที่ 29 มีนา ที่ผ่านมาเพราะว่าได้ผ่านช่วงที่เครียดที่สุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ต้องมาลุ้นกันต่อว่าจะมีใครที่ผ่านการคัดเลือกบ้าง.... แต่สำหรับคนที่ไม่ผ่าน หรือ ยังวิตกกังวลว่าตัวเองยังทำได้ไม่มีเท่าที่ควรก็ขอให้นึกเสมอว่าเราทำดีที่สุดแล้วกับความรู้ที่เรามีนะจ้ะ
มีอะไรอยากจะอัพเดทเล็กน้อย และอธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
เรื่องแรกนี้ค่อนข้างซีเรียสนิดนึงเพราะมีน้องที่ติวกับพี่ไปเจอมาว่ามีการเอา materials ในการติวของพี่ไม่ว่าจะเป็นเฉลย หรือ สรุปเนื้อหาที่พี่ส่งให้ก่อนสอบไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ต้องนำมาบอกกล่าวกันนิดนึงคือ ส่วนตัวแล้วพี่ไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากมาย แค่เสียความรู้สึกที่มีเด็กที่เคยเรียนกับพี่ถือโอกาสเอาชีทไปเผยแพร่นะ แต่มันเป็นสิ่งทีพี่ทำใจอยู่ แล้ว แต่เนื่องจากเอกสารต่างๆที่พี่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนเขียนขึ้นเองทั้งหมด แต่มันก็มากจากรวบรวมของพี่เอง เพื่อนมอบให้แค่คนที่สนใจค้นหาและก็เปิดมาเจอบล๊อกของพี่ แต่กลับมีคนบางกลุ่มเอาไปแจกฟรี!!! รวมถึงทำให้น้องๆที่ต้องเสียเงินมาติว หรือ ซื้อชีทไม่พอใจมากกกก ถือเป็นการเอาเปรียบทั้งพี่ และน้องๆที่พยายามสืบค้น หาอ่านบล้อกและติดต่อพี่มาเอง
อันที่จริงราคาชีทเพียงแค่ 300 บาทถือว่าถูกโคตรๆ พี่เลยตัดสินใจว่าสำหรับการติวในการสอบเข้าปีการศึกษาหน้าจะต้องมีการสังคยนาชีทใหม่ทั้งหมด :)
แล้วปัญหาที่สองที่เจอจากการติวในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีน้องบางคน "กลัว" การโอนมัดจำให้กับพี่.... อาจทำให้เสียโอกาสในการติวไป อันที่จริงการโอนเงินมัดจำเป็นเป็นอะไรที่คนทั่วไปเค้าก็ทำกันนะ คือที่มีการตั้งกฏนี้ขึ้นมาเพราะว่า การที่น้องมาคอนเฟิมเรื่องวันเวลาส่งๆไปมันทำให้ตารางของพี่ ที่ไม่ยืดหยุ่นเหมือนแต่ก่อนเกิดการรวนขึ้นอย่างแรง แล้วก็ทำให้พี่เสียเวลาและอารมณ์มากๆด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับโอกาสต่อไปขอให้เคลียร์ตัวเองให้ชัวร์ๆ แล้วก็ค่อยทำการนัดคอนเฟิมและมัดจำ (หากมีการเลื่อน อนุญาติให้แค่ 1 ครั้งนะคะ)
เรื่องที่สามคือ จะมานัดติวอะไรกันช่วงเดือนสุดท้ายก่อนสอบ???????? มีหลายคนที่เสียโอกาสในการเตรียมตัวไปเพราะ "ช้า" ตารางติวได้แค่วันเสาร์-อาทิตย์นะคะ เพราะฉะนั้นเดือนนึงจะติวได้มากสุดคือ 3 รอบ/กรุ้ป พี่จึงมีความคิดจะเปลี่ยนค่าเรียนให้เป็นอัตราเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ง่ายต่อการจัดตาราง เอาเป็นว่าใครมาเร็ว และอยากติวเดี่ยวก็จะโชคดีไป ใครมาช้าก็อาจจะต้องไปติวร่วมกับคนอื่นละกัน (แต่จำนวนที่รับติวจะไม่เกิน 4 คน/กรุ้ปแน่นอน)
ปล. หากผู้ปกครอง แม่ พ่อ ป้า น้า อา จะช่วยติดต่อให้น้องในครั้งแรกโอเคนะคะ แต่อยากให้น้องที่จะติวจริงๆเป็นคนติดต่อคุยเองมากกว่าค่ะ
โปรดติดตามการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นได้ในบล็อกต่อไป และขอให้น้องๆทุกคนโชคดีจ้าาา
สำหรับน้องๆที่สนใจจะติวสำหรับเข้าสอบปี 2015 สามารถคุยได้ที่ LINE: aomnomm (สะดวกสุด) หรือจะโทรมาก็เบอร์เดิม 087-013-4999
- พี่อ้อม <3
สวัสดีค่าน้องๆวันนี้ไปเจอบทความบน Website MSN เกี่ยวกับปัญหาของประเทศซีเรีย เลย copy มาให้อ่านกันนะคะ ใครอยากดูภาพประกอบตามลิ้งค์ข้างล่างไปดูได้เลยค่ะ
...ตอนนี้ นานาชาติมหาอำนาจกำลังอยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจที่จะส่งกองกำลังทหารเข้าตอบ โต้การที่ฝ่ายกองทัพซีเรียใช้อาวุธเคมีโจมตีเข้าใส่ฝ่ายประชาชนผู้ต่อต้าน เรามาลองย้อนกลับไปดูเส้นทางประวัติศาสต์สมัยใหม่ ที่เป็นสาเหตุนำมาสู่วิกฤติการณ์ครั้งร้ายแรงของประเทศซีเรียอย่างในทุก วันนี้...
เป็น เวลาช่วงหนึ่งหลังจากที่อาณาจักรออตโตมันล่มสลายภายหลังสิ้นสุดสงครามโลก ครั้งที่
1 ประเทศซีเรียก็ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส อันเป็นส่วนหนึ่งของสันนิบาตชาติในช่วงปี
1920s การปกครองดังกล่าวทำให้ชีวิตของประชากรแทบจะต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของ ฝรั่งเศสไปเสียทุกอย่าง ซึ่งการกดขี่เช่นนั้นทำให้ชาวซีเรียเริ่มแสดงความต่อต้านต่อฝรั่งเศส แม้ฝรั่งเศสเองจะยินยอมให้ซีเรียได้อิสรภาพไปตั้งแต่ปี
1936 แต่ประเทศซีเรียเองก็ประกาศอิสรภาพอีกครั้งในปี
1941 แต่ซีเรียก็ไม่ได้ปกครองด้วยตัวเองอย่างเต็มรูปแบบจนกระทั่งปี
1946 ที่สหประชาชาติมีมติให้กองทัพฝรั่งเศสหน่วยสุดท้ายถอนกำลังออกจากซีเรีย
อิสรภาพ ในยุคแรกเริ่มของซีเรียถูกแทนที่ด้วยกองกำลังทหารฝ่ายต่างๆ ในช่วงที่อำนาจในการปกคริงยังถือเป็นของประชาชน กลับมีทหารจากฝ่ายต่างๆตระเวณไปมารอบตัวเมืองอยู่เสมอๆ จนกระทั่งนายพล Adib Shishakli เข้ายึดอำนาจในปี 1951 การเมืองภายในประเทศซีเรียจึงค่อยมีความมั่นคงขึ้นมาบ้าง แม้จะก่อให้เกิดการกดขี่ต่อกลุ่มผู้ต่อต้านไปพร้อมๆกัน อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาความมั่นคงจะยุติ เพราะไม่นานก็เกิดปัญหาขัดแย้งกันภายในกองทัพ รวมทั้งการกระแสต่อต้านจากกลุ่มพรรคการเมืองภายนอกทั้งหลายที่นำไปสู่การ เปลี่ยนตัวผู้นำในปี 1954 ในช่วงที่ประเทศกำลังมีแนวโน้มจะเกิดสงครามกลางเมือง
และด้วยความไม่ มั่นคงเหล่านี้เองจึงทำให้เกิดเป็นกลุ่มการเมืองต่างๆภายในซีเรีย ไม่ว่าจะเป็นพรรคบาธ(พรรคฟื้นฟูสังคมนิยมอาหรับ), พรรคภราดรภาพมุสลิม และ พรรคคอมมิวนิสต์
ด้วย สภาวะการเมืองที่ไม่แน่นอนของซีเรีย ทำให้กลุ่มการเมืองต่างๆหันไปมองหาแนวร่วมจากต่างประเทศ และการที่ซีเรียและอียิปต์ต่างก็มีนโยบายทางการเมืองที่คล้ายคลึงกัน จึงทำให้ทั้ง 2 ประเทศหันมาจับมือกันก่อตั้งเป็น สหสาธารณรัฐอาหรับ ในปี 1958
อย่างไรก็ตาม แม้ประธานาธิบดีของอียิปต์ นาย Gamal Abdel Nasser จะมีชื่อเสียงขึ้นมาในหมู่ชาติอาหรับนับตั้งแต่วิกฤติการณ์คลองสุเอซเมื่อปี 1956 แต่ซีเรียก็เริ่มไม่พอใจที่อียิปต์ดูจะมีอำนาจในสหสาธารณรัฐอาหรับเพิ่มมาก ขึ้นๆ จนทำให้กองกำลังทหารของอีกฝ่ายตัดสินใจยึดอำนาจจากรัฐบาลซีเรียในปี 1961 และหันมาก่อตั้ง สหสาธารณรัฐซีเรีย แทน
ซีเรีย ภายใต้การปกครองใหม่ก็ไม่ได้มีความมั่นคงต่างไปกับรัฐบาลเก่าเลย เพราะเพียงแค่ 18 เดือนต่อมา พรรคบาธ หรือ พรรคฟื้นฟูสังคมนิยมอาหรับ ก็มีส่วนร่วมในการนำการปฏิวัติโค่นล่มจับกุมฝ่ายอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ ของประเทศ นอกจากนี้พรรคบาธยังได้ทำการปฏิวัติในประเทศอิรักไปแล้วเมื่อหนึ่งเดือนก่อน หน้าด้วย อย่างไรก็ตามพรรคบาธในทั้ง 2 ประเทศก็ประกาศยุติความเกี่ยวข้องกันในปี 1966 แต่ยังคงรักษาความใกล้ชิดทางการเมืองไว้ตลอดหลายทศวรรษต่อมา ภายใต้รัฐบาลของนายซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำทางการอิรักที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดในปี 1979
หลัง จากที่แยกกับพรรคบาธในอิรักแล้ว พรรคบาธของซีเรียเองก็ยังคงไร้ซึ่งความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งกันภายในระหว่างผู้นำพรรค นาย Salah Jadid และเลขาธิการด้านความมั่นคงของเขา นาย Hafez al-Assad นั่นเอง
ใน เวลาเดียวกันนั้น การเมืองของซีเรียก็ยิ่งไม่มั่นคงมากขึ้นอีกหลังจากที่สูญเสียพื้นที่เขตที่ ราบสูงโกลันไปให้กับอิสราเอลในสงคราม 6 วันเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 1967 พร้อมๆกับที่ชาติพันธมิตรในอาหรับอย่างอียิปต์ก็สูญเสียคาบสมุทรไซนาย, จอร์แดนสูญเสียพื้นที่เขตเวสต์แบงก์ทางฝั่งตะวันตกแม่น้ำจอร์แดน ในขณะที่อิสราเอลสามารถเข้ายึดครองเมืองเยรูซาเลม ทั้งหมดนี้ภายในเวลาแค่ไม่ถึง 1 สัปดาห์ รวมทั้งยังมีความวุ่นวายจากการเข้าแทรกแซงในนามขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ ที่ต่อต้านชาวทรานส์จอร์แดนในช่วงวิกฤติกันยาทมิฬในสงครามกลางเมืองจอร์แดน เมื่อปี 1970 อีกด้วย
พัน เอกอัลอัสซาด ก่อการปฏิวัติโดยไม่มีการนองเลือกได้สำเร็จในปี 1970 และรีบก่อตั้งโครงสร้างการเมืองแบบเผด็จการขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การเมืองในประเทศซีเรียมั่นคงได้อย่างยาวนานที่สุด นับตั้งแต่สมัยของอาณาจักรออตโตมัน เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีจากการลงประชามติในปี 1971 และวางรากฐานการปกครองที่จะรักษาอำนาจของเขาได้อย่างมั่นคงไปนานกว่า 30 ปี
จริง อยู่ที่ว่าการปกครองของนายอัลอัสซาด นั้นนำความมั่นคงกลับมาสู่ประเทศอีกครั้ง แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขาเลือกก็ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อจัดการกับ กลุ่มผู้ไม่เห็นด้วย ยกตัวอย่างเช่นเมื่อครั้งที่เกิดเหตุปะทะกับกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคภราดรภาพ มุสลิมที่ Hama เมื่อปี 1982 ทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงตั้งแต่ 10,000 ไปจนถึง 40,000 คนเลยทีเดียว
นายอัสซาดใช้เวลาในช่วงแรกๆหลังได้ครองอำนาจหมดไปกับความพยายามที่จะเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นชาติมหาอำนาจยักษ์ใหญ่แห่งตะวันออกกลาง
เมื่อ วันที่ 6 ต.ค. 1973 ซีเรียก็เปิดฉากก่อสงครามแบบไม่ทันได้ตั้งตัวร่วมกับอียิปต์, อิรัก และจอร์แดน เข้าโจมตีพื้นที่ที่เป็นของอิสราเอลโดยมีเป้าหมายเพื่อทวงคืนพื้นที่ที่ราบ สูงโกลันกลับคืนให้ซีเรียและคาบสมุทรไซนายให้กับอียิปต์ สงครามดังกล่าวปะทุขึ้นมาในวันโยมคิปปูร์ ซึ่งถือเป็นวันที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในช่วงเดือนรอมฎอนของเยรูซาเลม หลังจบสงครามคาบสมุทรไซนายก็กลับมาอยู่ภายใต้การครอบครองของอียิปต์ แต่พื้นที่ที่ราบสูงโกลันยังคงเป็นของอิสราเอลอยู่
หนึ่งในผลลัพธ์ จากกองกำลังทหารซีเรียที่เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆได้แก่ การเข้ายึดครองชาติเพื่อนบ้านอย่างเลบานอนในช่วงปี 1976 ซึ่งก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองในเวลาต่อมา โดยทหารซีเรียได้ถอนกำลังทหารออกไปในปี 2005
การ ต่อต้านของประชาชนชาวซีเรียต่อรัฐบาลของนายอัลอัสซาดเริ่มลดราลงหลังจากที่ เขาได้เปลี่ยนแปลงนโยบายในการบริหารประเทศครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อทั้งชาติตะวันตกและชาติอาหรับในแถบเพื่อนบ้านกัน เองด้วย โดยซีเรียได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในกองกำลังทหารนานาชาติ ต่อต้านการบุกคูเวตของอิรักภายใต้การนำของนายซัดดัม ฮุสเซน เมื่อปี 1990 ซึ่งถือเป็นการยุติความสัมพันธ์กันอย่างสิ้นเชิงระหว่างพรรคบาธของนายอัลอัส ซาดในซีเรีย กับพรรคบาธของซัดดัม ฮุสเซนในอิรัก พร้อมทั้งเข้าร่วมการประชุมพหุภาคีกลางเพื่อสันติภาพตะวันออกกลางที่กรุง มาดริดเมื่อปี 1991 ทั้งยังเปิดเจรจาสันติภาพกับอิสราเอลว่าด้วยพื้นที่พิพาทแถบที่ราบสูงโกลัน ที่นับเป็นการพลิกบทบาทจากเมื่อครั้งช่วงปี 1970s ไปอย่างสิ้นเชิง
(ภาพ บนคือ นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล Ehud Barak (ซ้าย), ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายบิล คลินตัน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของซีเรีย Farouq al-Shara (ขวา) เมื่อปี 1999)
ใน ช่วงปี 1990s รัฐบาลของนายอัลอัสซาดก็เริ่มไม่มั่นคงเนื่องจากปัญหาทางด้านสุขภาพ ต่อมาในวันที่ 10 มิ.ย. 2000 นายอัลอัสซาดก็ถึงแก่อสัญกรรมไปด้วยวัย 69 ปี หลังปกครองซีเรียมานานกว่า 3 ทศวรรษ
และทันทีภายหลังจากที่นายอัลอัส ซาดถึงแก่อสัญกรรม รัฐสภาของซีเรียก็ได้ทำการบัญญัติกฎหมายใหม่ แก้ไขอายุต่ำสุดของผู้ที่จะสามารถขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ จาก 40 เป็ย 34 ปี เพื่อเปิดทางให้ นายบาชาร์ อัลอัสซาด บุตรชาย สามารถเสนอตัวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสืบทอดต่อจากผู้เป็นบิดาได้
นาย บาชาร์ อัลอัสซาด ทายาทอดีตประธานาธิบดีผู้ล่วงลับ ชนะการลงคะแนนเสียงประชามติเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2000 โดยไม่ได้ถูกต่อต้านแต่อย่างใด ชาวซีเรียต่างก็มีความหวังว่า ทายาทนายอัลอัสซาดคนนี้ ซึ่งได้รับการศึกษษตามแบบตะวันตก, จบปริญญาเอก จะนำพาประเทศให้ห่างไกลจากความเป็นเผด็จการ แต่กลับกลายเป็นว่า ช่วงเวลาภายหลังปี 2000-2001 ถูกเรียกว่า 'ดามัสกัสสปริง' หรือ การลุกฮือในดามัสกัส เนื่องจากกลายเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลของเขาจะไม่ยอมรับความเห็นต่างใดๆทั้งสิ้น
นายบาชาร์ อัลอัสซาด ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2007 ดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 ยาวนานต่อไปอีก 7 ปี และก็ยังคงไม่มีการต่อต้านอย่างเช่นเคย
นาย บาชาร์ อัลอัสซาด ต่อต้านการบุกอิรักที่นำโดยสหรัฐฯเมื่อปี 2003 และยังยิ่งสร้างความตึงเครียดมากขึ้นไปอีกหลังนายพลสหรัฐฯกล่าวหาว่า นายอัลอัสซาดให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบชาวอิรัก ให้โจมตีทหารสหรัฐฯและชาติพันธมิตร นอกจากนี้ ในระหว่างที่สงครามอิรักกำลังดำเนินอยู่ ซีเรียก็ยังถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารอดีตนายกฯเลบานอน Rafik Hariri จนทางสหรัฐฯตัดสินใจดำเนินการลงโทษซีเรีย จนทหารซีเรียต้องถอนกำลังออกจากเลบานอนในเดือนพฤษภาคม 2005 (ตามภาพ)
แม้ จะมีเหตุการณ์รุนแรงหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังดูเหมือนว่า นายอัลอัสซาดจะนิยมการเจรจามากกว่าสร้างความขัดแย้ง ดังเห็นได้จากการถอนทหารออกจากเลบานอน และการมีส่วนร่วมในการเจรจาสันติภาพสงครามระหว่างอิสราเอลและเลบานอนในปี 2006 นายบาชาร์ อัลอัสซาดยังแสดงความพยายามที่จะสานสัมพันธ์กับนานาชาติ โดยเฉพาะกับ รัสเซีย, อิหร่าน, ฝรั่งเศส และ อิสราเอลด้วย
กระแส การต่อต้านและการลุกฮือของกลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิดประชาธิปไตยแพร่สะพัดไป ทั่วชาติแถบอาหรับตั้งแต่ต้นปี 2011 มีการโค่นล้มผู้นำเผด็จการทั้งในตูนีเซีย, อียิปต์, ลิเบีย อันเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่ถูกเรียกว่า 'อาหรับสปริง' หรือการลุกฮือของชาติอาหรับนั่นเอง
สำหรับในซีเรียแล้ว กระแสการเรียกร้องการปฏิวัติเกิดขึ้นช้ากว่าประเทศอื่นๆ แต่ก็มีจำนวนประชาชนที่ร่วมชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษทางการเมืองก็ เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆทั่วประเทศ แม้ในตอนแรกท่าทีของนายบาชาร์ อัลอัสซาดจะดูยินยอมอ่อนตาม แต่ในภายหลังรัฐบาลของเขาก็สั่งดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ประท้วง โดยกองกำลังรักษาความปลอดภัยของรัฐบาลได้ยิงกระสุนใส่ผู้เข้าประท้วงจนเสีย ชีวิตเป็นจำนวนมากที่เมืองเดรา เมื่อเดือนมีนาคม 2011 เป็นการจุดกระแสการต่อต้านให้ยิ่งรุนแรงมากขึ้นทั่วประเทศ มีการสั่งการให้เคลื่อนพลรถถังเข้าสู่เมืองต่างๆ รวมทั้งในกรุงดามัสกัส เพื่อสลายการประท้วงของกลุ่มผู้ชุมนุมตั้งแต่เดือนพฤษภาคมในปีเดียวกันนั้น เอง
ความ รุนแรงยังคงปะทุขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มผู้ต่อต้านนายอัสซาดเริ่มจัดการบริหารที่เป็นระบบมากขึ้นด้วยการก่อ ตั้ง สภาแห่งชาติซีเรีย และเพื่อเป็นการตอบโต้ กองกำลังรัฐบาลจึงยิ่งเพิ่มมาตรการความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ประท้วงหนักยิ่ง ขึ้นไปอีก ดังเห็นได้จากการทิ้งระเบิดใส่เมืองฮอมส์ และเมืองที่สำคัญอื่นๆด้วย
ทั้งประเทศต้องวนเวียนอยู่กับเหตุสงคราม กลางเมือง มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 100,000 คน ในขณะที่ประชาชนอีกกว่า 2 ล้านคนต้องอพยพหนีภัยสงคราม และหลังเกิดเหตุโจมตีด้วยอาวุธเคมีเข้าใส่กลุ่มผู้ต่อต้านที่ต้องสงสัยว่า เป็นฝีมือของฝ่ายรัฐบาล จุดประกายให้นานาชาติเริ่มหวั่นวิตกและพยายามมิงหาวิธีการเข้าแทรกแซงภายใต้ กระแสความหวั่นเกรงว่าจะซ้ำรอยสงครามอิรัก หรืออาจทำให้สงครามลุกลามไปไกลเกินกว่าแค่ในซีเรียก็เป็นได้
Credit: http://news.th.msn.com/%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B9-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87#image=1
สรุปสั้นๆคือเมื่อก่อนมันจะมีกฎหมายที่เรียกว่า DOMA ที่ย่อมาจาก Defense of Marriage Act มาทำให้คู่รักที่เป็นเพศเดียวกันไม่สามารถแต่งงานกันได้ (ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละรัฐ ว่าอนุญาติให้แต่งได้มั้ย เป็น State Law) แต่รัฐบาลกลางไม่ยอมรับเพราะฉะนั้นการแต่งงานก็จะถึงว่ายังไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร แต่เมื่อไม่นานมานี้ก็มีการตัดสินจากศาลสูง (US Supreme Court) ของอเมริกาว่าไอ้ข้อบัญญัติที่บอกว่า Marriage หมายถึงการแต่งงานของเพศตรงข้าม (หญิง กับ ชาย) เท่านั้น เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักรัฐธรรมนูญของประเทศอเมริกาที่พูดถึง equal protection หรือการได้รับความคุ้มครองอย่างเสมอภาคกัน และ DOMA เป็นการ discriminate หรือ กีดกันคู่รักเพศเดียวกันไม่ให้ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเหมือนคนอื่น ทำให้ปัจจุบัน Federal Government ที่แต่ก่อนไม่ย้อมรับ หรือ recognized การแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกัน สามารถยอมรับเช่นออกกรีนการ์ด หรือ ให้คู่สมรสเพศเดียวกันได้รับสิทธิประโยชน์ของคู่สมรสได้ (สินสมรส, ประกันชีวิต, การอพยพ, ฯลฯ) ง่ายๆคือสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆที่คู่สมรสชาย หญิง มีได้จ้า
เพิ่มเติม
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2015 ศาลสูงของอเมริกามีการตัดสินให้การแต่งงานของเพศเดียวกันมีความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมกันกับการแต่งงานระหว่างชาย หญิงแล้วค่ะ โดยให้ถือว่า same sex marriage เป็น right หรือสิทธิของคนทุกคน มีความสำคัญที่ทำให้ทุกๆรัฐในประเทศอเมริกาต้องอนุญาติให้มีการแต่งงานและยอมรับ คือไม่ยอมไม่ได้เพราะเป็นคำตัดสินของ Supreme Court ที่มีรากฐานจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ
ปล. ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ก็เป็นปธน. ของอเมริกา คนแรกที่ออกมาสนับสนุนสิทธิคู่รักเพศเดียวกันอย่างเปิดเผยในขณะดำรงตำแหน่งอยู่ค่ะ
ใครอยากรู้ลึกรู้จริงก็หาอ่านเพิ่มเติมได้
http://en.wikipedia.org/wiki/Defense_of_Marriage_Act
http://en.wikipedia.org/wiki/United_States_v._Windsor
เดี๋ยวโพสหน้าจะมาคุยเรื่อง Gay marriage กันแบบลงลึกอีกทีนะคะ
เพิ่มเติม
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2015 ศาลสูงของอเมริกามีการตัดสินให้การแต่งงานของเพศเดียวกันมีความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมกันกับการแต่งงานระหว่างชาย หญิงแล้วค่ะ โดยให้ถือว่า same sex marriage เป็น right หรือสิทธิของคนทุกคน มีความสำคัญที่ทำให้ทุกๆรัฐในประเทศอเมริกาต้องอนุญาติให้มีการแต่งงานและยอมรับ คือไม่ยอมไม่ได้เพราะเป็นคำตัดสินของ Supreme Court ที่มีรากฐานจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ
ปล. ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ก็เป็นปธน. ของอเมริกา คนแรกที่ออกมาสนับสนุนสิทธิคู่รักเพศเดียวกันอย่างเปิดเผยในขณะดำรงตำแหน่งอยู่ค่ะ
ใครอยากรู้ลึกรู้จริงก็หาอ่านเพิ่มเติมได้
http://en.wikipedia.org/wiki/Defense_of_Marriage_Act
http://en.wikipedia.org/wiki/United_States_v._Windsor
เดี๋ยวโพสหน้าจะมาคุยเรื่อง Gay marriage กันแบบลงลึกอีกทีนะคะ
เริ่มรับติวเข้า BAS อีกครั้งวันที่ 25-29 ธ.ค. 55 และ 3-29 ม.ค. 56 ค่ะ
ค่าเรียน
เดี่ยว 4,500.-
2 คน (คนละ) 3,000.- บาท
3-4 คน (คนละ) 2,700 บาท
นัดวันแล้วมัดจำได้เลย 1,500 บาท และชำระส่วนที่เหลือวันแรกที่มาเรียนค่ะ
ไฟล์ชีท ราคา 300 บาท (.pdf)
ชำระค่าชีทและมัดจำด้วยการโอนเงินเข้าธนาคาร
กสิกรไทย 732-2-90783-9 (ออมทรัพย์)
ชื่อ ปานทิพย์ กาญจนกิตติชัย
สนใจรายะลเอียดเพิ่มเติมติดต่อพี่อ้อมได้ที่เบอร์ 087-013-4999 (whatsapp/line)
Universal Healthcare, Obamacare, Afforable Care Act หรือ Healthcare Reform ทั้ังหมดคือเรื่องเดียวกันนะคะ เป็นนโยบายของโอบาม่าที่จะใช้อำนาจของ Federal Government ในการออกกฎหมายเพื่อช่วยให้ชาวอเมริกันทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลด้วยความเท่าเทียมกัน ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีทั้งคนที่สนับสนุน และคนที่ไม่สนับสนุนความเห็นหลากหลายมากมาย และก็ได้มีการถกเกถียงเป็นอย่างมากในช่วงแรกว่ากฎหมายดังกล่าวขัดกับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญสูงสุดของประเทศหรือไม่ และเมื่อเร็วๆนี้ก็ศาลสูงสุดของอเมริกา หรือ Supreme Court ก็ได้มีการตัดสินว่า Healthcare Law ของโอบาม่านั้นไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ และชาวอเมริกันทุกคนจะต้องมี Health Insurance ภายในปี 2014 การตัดสินของศาลสูงครั้งนี้มีผลต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึงในสิ้นปี (เดือนพฤศจิกายน) นี้เป็นอย่างมาก ในฝ่ายคนที่เชียร์โอบาม่าก็เห็นว่าเป็นชัยชนะของโอบาม่า เพราะว่าจะทำให้คนมาโหวตให้โอบาม่ามากขึ้น แต่ฝ่ายที่เชียร์คู่แข่งของโอบาม่า Governor Mitt Romney (Massachusettes) ก็บอกว่าเนี่ยแหละเป็นเหตุผลที่ต้องเลือก Romney เพราะว่าประธานาธิบดีคนใหม่เท่านั้นที่จะ Repeal Obamacare ได้
การเลือกตั้งที่จะมาถึงในสิ้นปีนี้ถือว่าเป็น Hot Topic ในอเมริกาเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสน้องๆควรเปิดเว็บของ cnn เพื่อติดตามข่าวสารการเคลื่อนไหวของการเลือกตั้ง รวมถึงเรื่องราวที่เป็นประเด็นสำคัญของประเทศอเมริกาในทุกๆด้าน ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่เรื่องการเมืองเท่านั้นนะคะ จะเรื่องบันเทิง หนัง ละคร ฯลฯ อย่างน้อยก็ควรจะรู้ว่าสิ่งที่มันดังๆเป็นสัญลักษณ์ของอเมริกามีอะไรบ้าง และอะไรที่ไม่ใช่ของอเมริกา
การเลือกตั้งที่จะมาถึงในสิ้นปีนี้ถือว่าเป็น Hot Topic ในอเมริกาเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสน้องๆควรเปิดเว็บของ cnn เพื่อติดตามข่าวสารการเคลื่อนไหวของการเลือกตั้ง รวมถึงเรื่องราวที่เป็นประเด็นสำคัญของประเทศอเมริกาในทุกๆด้าน ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่เรื่องการเมืองเท่านั้นนะคะ จะเรื่องบันเทิง หนัง ละคร ฯลฯ อย่างน้อยก็ควรจะรู้ว่าสิ่งที่มันดังๆเป็นสัญลักษณ์ของอเมริกามีอะไรบ้าง และอะไรที่ไม่ใช่ของอเมริกา
น้องๆอาจะเคยได้ยินกันมาบ้างกับการเรียนมหาวิทยาลัยให้จบภายใน 3 ปี ครึ่ง วันนี้พี่มีข้อแนะนำเล็กๆน้อยๆมาบอกน้องๆว่าทำไมการจบสามปีครึ่งถึงไม่ยากอย่างที่คิด คนไม่เก่งก็เรียนจบสามปีครึ่งได้ เคล็ดลับมีสามข้อ...เอง
ข้อ 1. "ลงเยอะ" เยอะในที่นี้คือ 6 วิชาเท่านั้นเองซึ่งถ้าเทียบกับการเรียน ม.ปลายแล้วพี่ว่าเรียนมหาลัย หกวิชามันง่ายกว่าเยอะ เพียงแต่เราก็พยายามลองสังเกตุดูว่าวิชาไหนจะเน้นสอบปลายภาค และวิชาไหนสอบในห้อง หรือเน้นการเข้าเรียนทำงานระหว่างภาคมากกว่า แล้วก็พยายาม "กระจายความเสี่ยง" ออกไป โดยการเลือกวิชาเหล่านี้มาปนๆกัน
หมายเหตุ: หลังจากน้องสอบติดแล้ว ในวันปฐมนิเทศน์ทางโครงการจะมีการแจก Handbook ซึ่งในนั้นจะมีแผนการเรียนต่างๆให้ ก็ลองสังเกตุดูว่าเทอมไหนเค้ามีวิชาบังคับแค่ 5 ตัว เราก็ลองไปดูรายชื่อวิชา Free Electives ดูแล้วพอเวลาลงทะเบียน ก็แอดเพิ่มวิชาที่ต้องการลงไป แค่นี้ก็ได้เรียนเทอมละ 6 ตัวแล้ว
แต่ช้าก่อนมีข้อเตือนใจนิดนึงว่า ตามแผนที่เรียนถ้าวิชาไหนเค้าวางแผนมาให้อยู่แล้ว ก็เรียนไปตามนั้น ไม่สมควรเอาวิชาบังคับของแต่ละภาคมาเรียนก่อน.. สมมติว่า International Relations เป็นวิชาที่เค้าให้เลือกตอนอยู่ปีสูงแล้วก็ควรจะเก็บไว้เรียนตอนนั้น เพราะถึงแม้เค้าไม่ได้บังคับ แต่ถ้าราอยู่แค่ปีหนึ่งแต่ไปเรียนวิชาของปีสาม มันจะยากและทำให้เราเรียนไม่ได้ เพราะวิชาของ BAS มันจะเรียนเป็นลำดับขั้น และแทบทุกวิชาจะมีความเกี่ยวข้องกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราแตกแถว เราอาจจะเรียนไม่ไหว แล้วก็เสียงเงินค่าลงทะเบียนไปเปล่าๆ (ยิ่งวิชาแนว Social Studies ยิ่งไม่ควรรีบลง ปล่อยให้เป็นไปตามแผนดีกว่านะจ้ะ)
ข้อ 2. "เรียนซัมเมอร์" การเรียนช่วงซัมเมอร์ โครงการอนุญาตให้ลงได้เต็มที่ 2 ตัว ต่อหนึ่งภาค แต่ส่วนใหญ่จะมีคนอยากเรียนซัมเมอร์มากเพราะฉะนั้น เวลาเค้าเปิดให้ลงทะเบียนต้องรีบเข้าไปลงนะ (9 โมงเช้า) ตื่นสายก็อดจ้าา
หมายเหตุ: พี่คิดว่าการลงซัมเมอร์เป็นสิ่งที่ดีนะ ลงได้ก็ลง แต่ไม่ต้องไปซีเรียสกับมันมาก สัก หนึ่ง หรือ สองตัวก็พอแล้ว
ข้อ 3. "ตกน้อย" หรือ ถ้าไม่ตกเลยยิ่งดี การเรียนมหาลัยสำหรับพี่เทอมแรกคือเทอมที่ได้คะแนนแย่ที่สุด เนื่องจากไม่เคยมีใครบอก ไม่เคยต้องมานั่งจดเลกเชอร์ ไม่เคยที่จะต้องอ่านหนังสือ เพราะฉะนั้นมันเป็นปัญหาของการปรับตัว โดยเฉพาะน้องที่เรียนโรงเรียนไทยมาต้องปรับเรื่องการฟังมาก ดังนั้นให้ตั้งใจเข้าเรียนทุกคาบ อย่าโดด อย่าขาด เพื่อประโยชน์ของตัวเอง
หมายเหตุ: วิชาที่รหัสขึ้นต้นด้วย TU เกรดผ่านคือ D และสำหรับ BS เกรดผ่านคือ C และถึงแม้จะเป็นโครงการอินเตอร์ แต่การที่จะได้ A นั้นก็ไม่ง่าย ส่วนการที่จะตกก็ไม่ยากเช่นกัน เวลาอาจารย์อธิบายการให้คะแนนอะไรก็สมควรจะฟังและจำไว้ด้วย เพราะการให้คะแนนของอาจารย์แต่ละคนนั้นแตกต่างกัน และการที่จะอัพเกรดตัวเองขึ้นมาก็ไม่ง่ายเลย ก็เลยอยากบอกว่าทำเทอมแรกให้ดีๆหน่อย แล้วเทอมต่อๆมามันจะดีเอง
โชคดีนะทุกคน
โอ้วว ตอนนี้ BAS มีกฎใหม่เรื่องการเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มสำหรับคนที่สอบได้คะแนนภาษาอังกฤษไม่ถึงเกณฑ์ (คะแนนน้อยตอนที่ยื่นใบสมัคร) ก็ต้องไปสอบใหม่ให้ถึงเกณฑ์ (เกณฑ์อะไรลองเช็คด้วยตัวเองอีกทีนะ แหะๆ) แต่พี่คิดว่าไม่ต้องไปสอบใหม่หรอก เปลืองตังค์ ค่อยมาเรียนตอนเปิดเทอมเอาก็ได้ค่ะ ราคาถูกกว่าด้วย และ ไม่ได้เสียเวลาเท่าไหร่ ยังจบสามปีครึ่งได้เช่นกันจ้า :)
เข้ามาได้แล้วขอให้ตั้งใจเรียนพี่จะมาโพสคำแนะนำต่างๆไว้ในนี้ เข้ามาแล้วก็อ่านได้ หรือ โทรมาถาม อีเมล์มาถามก็ได้ค่ะ แล้วเจอกันตอนเปิดเทอมนะคะ :)
US Facts
http://www.factmonster.com/us.html
http://www.usconsulate.org.hk/pas/kids/facts.htm
http://kids.nationalgeographic.com/kids/places/find/united-states-of-america/
UK Facts
http://www.woodlands-junior.kent.sch.uk/customs/questions/ukfacts.htm
http://projectbritain.com/geography/Britain.html
US Embassy พวกข่าวอัพเดทเกี่ยวกับไทยและอเมริกา
http://bangkok.usembassy.gov/
UK Embassy
http://ukinthailand.fco.gov.uk/th/
UN
http://www.un.or.th/
White House Youtube Channel ฝึกการฟังด้วยได้สาระด้วย โอบาม่าพูดชัดมากฟังไม่ยากจ้า แล้วพยายามจับประเด็นสำคัญๆ แล้วลองฝึกคิดว่าเรามีความเห็นยังไงกับเรื่องนั้นๆ :)
http://www.youtube.com/user/whitehouse?blend=1&ob=0
ดูวีดีโอ โอบาม่า State of Union เหมือนรายงานประจำปี
หาดูพวก Newt Gingrich and Mitt Romney and Rick Perry โต้วาทีกันหาเสียงเลือกตั้ง 2012
http://www.factmonster.com/us.html
http://www.usconsulate.org.hk/pas/kids/facts.htm
http://kids.nationalgeographic.com/kids/places/find/united-states-of-america/
UK Facts
http://www.woodlands-junior.kent.sch.uk/customs/questions/ukfacts.htm
http://projectbritain.com/geography/Britain.html
US Embassy พวกข่าวอัพเดทเกี่ยวกับไทยและอเมริกา
http://bangkok.usembassy.gov/
UK Embassy
http://ukinthailand.fco.gov.uk/th/
UN
http://www.un.or.th/
White House Youtube Channel ฝึกการฟังด้วยได้สาระด้วย โอบาม่าพูดชัดมากฟังไม่ยากจ้า แล้วพยายามจับประเด็นสำคัญๆ แล้วลองฝึกคิดว่าเรามีความเห็นยังไงกับเรื่องนั้นๆ :)
http://www.youtube.com/user/whitehouse?blend=1&ob=0
ดูวีดีโอ โอบาม่า State of Union เหมือนรายงานประจำปี
หาดูพวก Newt Gingrich and Mitt Romney and Rick Perry โต้วาทีกันหาเสียงเลือกตั้ง 2012
สวัสดีค่ะน้องๆตอนนี้พี่เพิ่งทราบข่าวว่าปีนี้ข้อสอบเข้าโครงการ BAS ในช่วงเช้าเดิมทีมีแต่ข้อเขียนจะมีเพิ่มเป็นข้อสอบปรนัย Multiple Choices อีก 40 ข้อนะคะ จะถามเกี่ยวกับ General Knowledge ใครที่เคยซื้อชีทพี่ไปก็อ่านดูดีๆนะคะ และตรงไหนไม่เข้าใจ หรือ อ่่านแล้วไม่แน่ใจก็ Search หาเพิ่มเติมด้วยค่ะ อย่าหวังพึ่งแต่ชีทนะคะเพราะ General Knowledge มีเยอะจิงๆ ข้อให้น้องทุกคนโชคดีค่ะ
ปล. ปีที่ Christopher Columbus ค้นพบทวีปอเมริกา คือปี 1492 นะคะ ไม่ใช่ 1942 พิมพ์สลับอย่างรุนแรงขอโทษด้วยนะคะน้องๆ แหะๆ :)
ปล. ปีที่ Christopher Columbus ค้นพบทวีปอเมริกา คือปี 1492 นะคะ ไม่ใช่ 1942 พิมพ์สลับอย่างรุนแรงขอโทษด้วยนะคะน้องๆ แหะๆ :)
สวัสดีจ้า ตอนนี้ทางโครงการได้มีการเลื่อนวันสอบออกไปจากวันที่ 3 มีนาคม 2555 เป็นวันที่ 10 มีนาคม 2555 นะคะ
เริ่มขายใบสมัคร และ รับสมัครสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์วันที่ 9 มกราคม ถึง 10 กุมภาพันธ์ 2555
รายละเอียดเพิ่มเติมตามลิ้งค์ข้างล่างนี้เลยนะคะ
http://basthammasat.org/index.php?option=com_content&view=article&id=23&Itemid=10
สนใจติดต่อเรื่องติว หรือ ซื้อชีทที่พี่อ้อม 0870134999 ด่วนจ้า (:
ใครที่มีปัญหาเรื่องเอกสารให้มาสมัครก่อนได้เพื่อให้พี่ที่โครงการตรวจสอบให้นะคะ สามารถมายื่นเอกสารเพิ่มเติมทีหลังได้ค่ะ
เริ่มขายใบสมัคร และ รับสมัครสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์วันที่ 9 มกราคม ถึง 10 กุมภาพันธ์ 2555
รายละเอียดเพิ่มเติมตามลิ้งค์ข้างล่างนี้เลยนะคะ
http://basthammasat.org/index.php?option=com_content&view=article&id=23&Itemid=10
สนใจติดต่อเรื่องติว หรือ ซื้อชีทที่พี่อ้อม 0870134999 ด่วนจ้า (:
ใครที่มีปัญหาเรื่องเอกสารให้มาสมัครก่อนได้เพื่อให้พี่ที่โครงการตรวจสอบให้นะคะ สามารถมายื่นเอกสารเพิ่มเติมทีหลังได้ค่ะ
