อะแฮ่มๆ สวัสดีจ้าน้องๆและผู้ที่สนใจจะอ่านทุกๆคน ต้องขอโทษด้วยที่หายไปนานพอควร เพิ่งกลับมาจากประเทศอเมริกานะ (ไป Work and Travel มาจะ) พอเช็คอีเมล์ปรากฏว่ามีน้องๆเมล์มาถามถึงการเตรียมตัวสอบเข้า BAS หลายคนพอสมควรจึงเห็นเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะอัพเดตข่าวสารเสียหน่อย คิคิ


น้องคนไหนสนใจ และพร้อมแล้วให้โทรมาติดต่อ นัดเวลากับพี่ได้เลยที่่เบอร์  
087-013-4999

รายละเอียด
วัน / เวลา: เสาร์, อาทิตย์ และ วันจันทร์
ช่วงเช้า (9:30-13:00)
ช่วงบ่าย (14:00-17:30)

สถานที่: สยามดิสคัฟเวอร์รี่ หรือ ธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

ค่าใช้จ่าย
 (รวมชีทแล้ว)


เดี่ยว - 4,500 บาท
กลุ่ม 2 คน - คนละ 3,000 บาท
กลุ่ม 3-4 คน - คนละ 2,700 บาท

ไม่ได้เข้ามาอัพซะนาน ตอนนี้น้องๆที่ติวกับพี่เมื่อช่วงต้นปีก็ได้สอบและประกาศผลไปเป็นทีเรียบร้อยแล้วนะจ้ะ เข้าไปดูรายละเอียด และรายชื่อเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กันได้ที่ www.basthammsat.org  สรุปคือ เท่าที่พี่ทราบส่วนใหญ่น้องๆที่ติวกับพี่ ก็จะสอบเข้าได้ซึ่งพี่ก็ดีใจด้วยนะคะ เข้ามาได้แล้วก็ทำให้ดีที่สุดละกัน

ขอพูดถึงคนที่ไม่ได้ก่อน คือพี่ก็ยังไม่แน่ใจนะว่าใครได้ใครไม่ได้บ้างเพราะบางคนก็ไม่ได้บอกพี่ แต่เท่าที่รู้คนที่ได้ก็คือคนที่พี่คิดแล้วว่าต้องได้ ประมาณว่าซื้อหวยก็คงถูกไปแล้ว คือไม่ได้บอกว่าตัวเองติวเก่งหรืออะไรนะ เพราะการติวของพี่ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการเตรียมความพร้อมในด้าน "ความรู้" เป็นหลัก ไม่ได้ติว "แกรมม่าร์" การติวของพี่คือเน้นให้น้องมีความรู้กว้างๆ และความรู้รอบตัวเพื่อจะได้นำไปใช้เขียนสอบ และสัมภาษณ์ได้ แต่ปัญหาของน้องที่สอบไม่ได้ (คือที่เงียบหายไปส่วนใหญ่) เท่าที่สังเกตุตอนที่สอนๆจะมาจาก..

1.ยังขาดความตั้งใจจริง ไม่พร้อม(หรือบางคนรู้ตัวช้าไปอะไรแบบนี้ ทำให้สมัครสอบไปแล้ว แต่ไม่มีคะแนนภาษาอังกฤษมายื่น หรือไม่ก็ไม่ผ่านเกณฑ์) - เมื่อรู้แบบนี้แล้ว น้องๆที่คิดจะสมัครเข้าที่นี่ในปีหน้าควรที่จะไปสอบภาษาอังกฤษ (TU-GET หรือ IELTS) ไว้เลยเพราะคะแนนพวกนี้เก็บได้สองปี คือถ้าผ่านก็ผ่าน แต่ถ้าไม่ผ่านจะได้มีเวลาไปสอบอีกครั้งได้ เพราะที่นี่ถึงแม้จะเป็นคณะอินเตอร์ฯ แต่กำหนดการต่างๆออกโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่อะลุ่มอะล่วยเหมือนที่อื่นนะ
**และที่สำคัญไม่ใช่ว่ามีตังค์ก็จะเรียนได้ทุกคน เพราะรับแค่ปีละ 100 คน ถึงแม้บางคนจะลาออก ไม่มาเรียนแล้วก็ไม่เกี่ยว ตัวสำรองมีวันหมดอายุ อย่าชะล่าใจเป็นอันขาด!! เพราะคนมาสอบคณะนี้ถึงไม่ได้เยอะเป็นพัน ก็จริง แต่ก็ไม่เคยต่ำกว่า 250 นะ (แปล่ามีคนไม่ได้แน่นอน)

2.ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษในด้านการเขียน - อย่างที่พูดไปแล้วว่าการติวของ BAS Tutor เนี่ยเป็นการเตรียมความพร้อมในด้านความรู้ เพราะฉะนั้นใครที่จะมาติวกับพี่ (หรือไม่ติวก็ตาม) ต้องมีพื้นฐานในการเขียนที่ดีติดตัวมาแล้วพอสมควร เรื่องภาษามาหวังพึ่งพี่ไม่ได้นะ เพราะพี่ไม่ได้เน้น คือดูให้ได้ บอกให้ได้เล็กน้อย แต่ต้องไปฝึกเอาเอง น้องบางคนที่มาติวกับพี่ คือถ้ามีพื้นฐานการเขียนดีอยู่แล้ว พี่แนะเค้านิดเดียวเค้าก็ไปกระจาย ต่อยอดความคิดได้ แต่คนไหนเขียนก็ไม่ได้ ความรู้รอบตัวก็ไม่ค่อยมี อย่างนี้ถึงสอบเข้าได้ แต่เข้าไปเรียนแล้วก็จะลำบากจ้า เพราะฉะนั้นอย่ามาหวังพึ่งน้ำบ่อหน้า (คือการมาเน้นติวเอาตอนใกล้สอบ) ให้เตรียมตัวเองในด้านอื่นๆมาให้พร้อมจะดีที่สุด

อ้อ เดี๋ยวจะขยายความให้ฟังนิดนึงแล้วกันว่า "พื้นฐานภาษาอังกฤษด้านทักษะการเขียน" เนี่ยมันคืออะไร ประมาณไหนถึงถือว่าดี - บอกให้ก็ได้ว่าถ้าถามพี่ ขอแค่อ่านรู้เรื่องก็พอแล้ว แต่ไม่ได้หมายถึงอ่านรู้เรื่องแบบสะกดถูกอะไรแบบนี้อย่างเดียวนะ เพราะการเขียนก็คือการสื่อสารอย่างนึง เพราะฉะนั้นใครที่เขียนแล้วพี่เข้าใจว่าต้องการจะสื่ออะไร สำหรับพี่(และคิดว่าอาจารย์ที่ตรวจข้อสอบก็ด้วย) ก็เป็นสิ่งที่พอแล้ว... แต่ ก็ยังรับประกันไม่ได้อยู่ดีนะว่าจะเข้าได้รึเปล่า เพราะ การสอบเข้าให้คะแนนการเขียน 60 การสัมภาษณ์ 40 แปลว่าเขียนสื่อสารเก่งอย่างเดียวก็อาจจะไม่พอ ซ้ำยังอาจจะมีคนที่เค้าเก่งกว่าเรามาสอบด้วยก็ได้ สรุปคือไปเตรียมตัวด้านภาษาอังกฤษมาให้ดีๆ ข่าว เข่อว อะไรยังไม่ต้องไปอ่านค่อยมาหาซื้อชีท หาติวทีหลังยังทัน (แค่ดูข่าวสามมิติตอนกลางคืนทุกวันไม่ทึบมากก็ถือว่ามีความรู้รอบตัวพอควรแล้ว)

3.การสนทนาพื้นฐาน การสอบสัมภาษณ์ของ BAS ถ้าเทียบกับคณะอื่นๆแล้วจากที่น้องบางคนเล่ามา ถือว่าไม่โหด ชิลๆมาก เค้าจะถามเราเกี่ยวกับเรื่องทั่วไป แต่ถ้าใครดูเก่งเค้าก็อาจจะถามลึก อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาจารย์แต่ละท่าน - ปัญหาที่พี่เจอในน้องบางคน ซึ่งถือว่าเป็นส่วนน้อยมาก พูดไม่รู้เรื่องเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นอะ เพราะประเทศไทยก็สอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนมาตั้งแต่แบเบาะละ ซึ่งพี่คิดว่าไม่น่าจะเป็นด้านความรู้ น่าจะเป็นด้านความมั่นใจมากกว่า บางคนพูดเสียงเบาๆ แผ่วๆ อย่างนี้ก็ถือว่าเสียบุคลิกนะ คือเอาเป็นว่ามั่นๆเข้าไว้แล้วกัน อย่าไปกังวลว่าเราจะพูดผิด หรือ อายอะไรมาก เพราะทำใจไว้เลยว่าเข้ามาแล้วไม่ช้าก็เร็วได้พูด ได้ตอบ ได้พรีเซ้นต์เป็นภาษาอังกฤษแน่ๆๆๆๆ 10000000%

รวมๆแล้วสิ่งที่อยากฝากน้องๆรุ่นต่อไปก็คือ "การเตรียมตัว" และ "ความตั้งใจ" นี่แหละที่สำคัญที่สุดในการสอบเข้าไม่ว่าจะที่ไหนอะไรยังไงก็ตาม อย่าไปคิดว่าเราไม่เก่ง บลา บลา บลา ท้อซะเปล่าๆนะ ฟุ้งซ่านด้วย เอาเวลามาพัฒนาตัวเองดีกว่า ตัวพี่เองก็ไม่เคยไปเรียนพิเศษอะไรที่ไหน ไม่ได้เรียนอินเตอร์อะไรมา ซัมเมอร์ต่างประเทศอะไรก็ไม่เคยไปอ่า อาศัยว่าใจชอบ(ภาษา) ก็พยายามฝึกฝนด้วยตัวเอง ดูหนังฝรั่งบ้าง คุยกับเพื่อนฝรั่งบ้าง อาจจะฟังดูไร้สาระนะ แต่ประเด็นคือเรื่องภาษาอะ พี่ว่ามันเป็นอะไรที่ต้องใช้บ้าง ไม่ใช่อยากเก่งอยากอะไรมากมาย แต่หวังพึ่งเอาจากคนอื่น โดยการไปเสียเงินเสียทองไรมากมายกับการเรียนภาษาอังกฤษทั้งๆที่มันไม่ใช่อะไรที่ยากเกินความสามารถเลย บางคนอ่อนจริงก็อาจจะไปเรียนเอาหลักการ แล้วก็มาฝึกต่อเองที่บ้านอย่างนี้ก็ได้ (= =" พิมพ์แล้วเหนื่อย) และที่สำคัญอย่าเรียนตามเพื่อน มันเสียเวลา เจอมาหลายคนแล้วเห็นเพื่อนไปเรียนที่นู่นที่นี่แล้วก็ตามกัยไปเป็นโขยง แต่สุดท้ายก็เรียนไม่ไหวบ้าง รู้ตัวทีหลังว่าชอบอย่างอื่นบ้าง

รู้อย่างนี้แล้วก็รีบไปสำรวจตัวเองเลย มีปัญหาอะไรก็อีเมล์มาหา มาถามมาคุยได้ที่ BAS.tutor@gmail.com [ลองเอาที่ตัวเองเคยเขียนมาให้พี่ดูก็ได้ว่าระดับภาษาของน้องเนี่ยประมาณไหน ไม่คิดตังค์ถือว่ารุ่นพี่รุ่นน้องช่วยๆกัน]

สำหรับคนที่สอบเข้ามาได้แล้ว อยากรู้เรื่องอะไรก็ถามพี่ๆทุกคนได้เลย วัน First Meet คงได้เจอกัน จะเป็นวันไหนที่ไหนยังไงต้องถามพี่ปีหนึ่งตอนนี้ดู ส่วนเรื่องการเรียนพี่ก็อยากแนะนำว่าช่วงนี้ปิดเทอมอยู่ว่างๆอ่ะ ให้ฝึกฟังไว้เยอะๆ เพราะอย่างที่รู้การเรียนการสอนจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด คนไหนมาจากอินเตอร์ก็จะได้เปรียบด้านนี้ไป อาจจะออก start ได้ดีกว่าคนอื่น ถ้าน้องคนไหนไม่เคยเรียนแบบนี้มาก่อน ช่วงเทอมแรกก็ต้องฟิตตัวเองดีๆเลย เพราะว่าถ้าเกรดเทอมแรกไม่ดีแล้วการจะอัพขึ้นมาค่อนข้างยากมากเลยทีเดียว (จากประสบการณ์ส่วนตัว >.<") อีกอย่างคือคณะเราถึงแม้จะเป็นศิลปศาสตร์ แต่ไม่มีการมาสอนภาษาอังกฤษ การเขียน การอ่านนะ ยกเว้นพวกที่ต้องเรียน EL หรือวิชาภาษาอังกฤษนั้นแหละ ซึ่งเพื่อนพี่ที่เรียนไปแล้วเค้าบอกว่าไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ ส่วนวิชาพวก Reading and Writing ต่างๆที่ต้องเรียนเทอมสอง อะไรแบบนี้เค้าก็จะไม่มานั่งสอนแกรมม่าร์ให้เรา เค้าจะสอนการเขียนแบบถูกวิธีให้ เช่น เวลาเขียนอะไรที่เป็นการเป็นงานเนี่ยต้องไม่ใช้คำประเภทไหน และมีกฎอะไรในการเขียนบ้าง เวลาเขียนแกรมม่าร์ผิดเค้าก็จะหักคะแนน แล้วก็บอกรวมๆว่าภาษาไม่ดีบ้างอะไรบ้าง แต่จะไม่มีนั่งสอน Tenses อะไรแล้ว.

ส่วนใครที่เคยมาถามพี่ว่าต้องเตรียมตัวไปหาหนังสืออะไรมาอ่านตอนนี้เลยมั้ย? ยังไม่ต้อง! เอาเวลามาฝึกภาษาตัวเองให้ดีก่อนดีกว่า เพราะมันเป็นปัจจัยหลักในการเรียน ถ้าเราฟังไม่เข้าใจ แล้วเราจะมาเขียนเล้กเชอร์/สอบได้ยังไง ใช่มั้ย? มีอะไรยกมือถามได้เลย แต่ขอที่มันเป็นเรื่องเป็นราวไม่ใช่อะไรที่ไร้สาระ เช่น ถามว่าไอ้คำง่ายๆที่เค้าพูดไปสะกดยังไง -*- มันเสียเวลาคนอื่นเค้า แล้วก็เป็นการ "โชว์โง่" แบบไร้ประโยชน์ รอถามเพื่อนข้างตอนเรียนเสร็จหรือ ถามอาจารย์ตอนหมดคาบก็ได้ (เดี๋ยวจะมาบอกเรื่องการจด Lecture อีกที อันนี้เริ่มจะยาวไปละ)

สุดท้ายนี้ก็ปิดด้วย "คำขอ" ส่วนตัวของพี่เอง - ขอเลยนะ, พวกคุณหนูๆทั้งหลาย********เข้ามาได้แล้วก็ช่วยทำตัวให้มันดีๆ ถึงแม้อาจารย์จะเป็นชาวต่างชาติ ไม่ได้ซีเรียสกับมารยาทเท่าไหร่ แต่ไอ้การใช้ BB iPhone iPad อะไรต่างๆในห้องเรียนมันถือว่าเป็นการไม่สุภาพอย่างร้ายแรง (รู้พี่นี่หละตัวดี แต่มันเตือนยาก ก็เตือนน้องๆนี่แหละ ประวัติยังขาวสะอาดอยู่) ฝรั่งเนี่ยเค้าคาดหวังให้นักศึกษาที่อยู่ระดับมหาลัยแล้วมีความรับผิดชอบประมาณนึง ไม่ถึงกับว่าจะต้องทำงาน 8 jobs เหมือนเด็กฝรั่งอะไรอย่างนั้นหรอก แค่เรื่องการเรียนมาให้ ตรงเวลา สายมากก็ไม่ต้องด้านหน้าเข้าไปเพื่อเอา attendance (มันทุเรดบอกตามตรง) แนะนำว่าให้มองฝรั่งที่ต้องออกจากบ้านมาอยู่เอง กู้เงินเรียน ทำงานไปด้วยอีก แล้วเอามาเปรียบเทียบแล้วกันว่าพวกเราโชคดีแค่ไหนแล้ว 


*อย่าให้ใครมาว่าเด็ก BAS ธรรมศาสตร์ ได้อีกว่าไฮโซบ้างดีแต่ใช้เงิน คุณหนูบ้าง (เพราะเค้าเอาไว้ว่าเด็กจุฬาฯ เรื่องคุณหนูอ่ะ 55 เด็ก มธ. ต้องติดดิน!) เรียนไม่ได้เรื่อง พูดมาก ไม่ตั้งใจเรียน มารยาททรามกับอาจารย์ (คืออาจารย์ส่วนใหญ่มาอยู่ไทยนานละ เค้าก็รู้ว่าคนไทยจริงแล้วมารยาทประมาณไหน อย่ามาทำตัวฝรั่งจ๋ามาก ไม่งามๆ) <<< พวกนี้มาจากเด็กธรรมศาสตร์ด้วยกันเองทั้งนั้น จะบอกว่าไม่ได้เป็นคนแบบนั้นแต่ต้องพิสูจน์ด้วยความประพฤติค่ะเรื่องพวกนี้ " Actions speak louder than words."


ก็ฝากไว้แค่นี้แล้วกัน วันหลังจะมาอบรมใหม่ :)

xoxo
Aom
http://www.guardian.co.uk/politics/2010/may/12/lib-dem-tory-deal-coalition

เผื่อใครอยากจะอ่าน พี่คิดว่าไม่ออกแต่รู้ไว้ก็ดีนะคะ :)
Just Type in Bas Tutors and BAMM!! :D


The 2011 State of the Union Address was a speech given by President Barack Obama at 9 p.m. EST on January 25, 2011, in the chamber of the United States House of Representatives.[1] As always, the presiding officers of the Senate and the House of Representatives, Vice President Joe Biden (as Senate President) and House Speaker John Boehner sat behind the president. This is the first time a Republican has sat behind President Obama during a joint session of Congress. In this joint session Obama outlined his “vision for an America that’s more determined, more competitive, better positioned for the future — an America where we out-innovate, we out-educate, we out-build the rest of the world; where we take responsibility for our deficits; where we reform our government to meet the demands of a new age.”

Source: Wikipedia

State of Union Address เป็นการกล่าว...ปราศัย? ประจำปีของประธานาธิบดีแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา โดยปีนี้โอบาม่าก็ได้มีการพูดเกี่ยวกับ "Winning the Future" โดยเป็นการพูดถึงนโยบายต่างๆที่เค้าสนับสนุนตั้งแต่เรื่องการลงทุนในด้านวิทยาศาสตร์ และการศึกษา (Education and Innovation) เค้าได้มีการพูดถึงเรื่อง Illegal Immigrants และก็แสดงความเห็นใจแก่ลูกหลานของผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายที่ไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับสูงได้เนื่องมาจากสถานะของพ่อ-แม่ ทั้งยังสนับสนุนให้คนต่างชาติที่เข้ามาเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีโอกาสทำงานให้ประเทศสหรัฐอเมริกาได้อย่างถูกกฎหมาย เค้ายังพูดถึงการยกระดับสถานะของครูในอเมริกา และสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นครูมากขึ้นเพื่อช่วยพัฒนาประเทศ ทั้งนี้เค้าเน้นไปในด้านวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ โอบาม่ายังให้ความหวังแก่เด็กอเมริกันด้วยว่าจะลดค่าเล่าเรียนให้เหลือไม่เกิน $10,000 ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งสี่ปี และเมื่อนักศึกษาเรียนจบมหาวิทยาลัยและมีงานทำแล้วก็จะให้จ่ายเงินคืนรัฐไม่เกิน 10% ของเงินเดือนต่อเดือนเพื่อไม่ให้กระทบถึงความเป็นอยู่ของคนอเมริกัน เค้ายังให้เหตุผลว่าเนื่องมาจากอเมริกาซึ่งเป็นประเทศแรกที่เกิดนวัตกรรม และเทคโนโลยีต่างๆขึ้นได้เกิดการหยุดชะงัก ในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆทำให้ประเทศที่เพิ่งจะกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้แซงหน้าไปหลายกิโลแล้วอีกด้วย โอบามายังให้ความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยสร้างเป้าหมายใหม่ให้กับประเทศสหรัฐอเมริกาในด้านการใช้พลังงานสะอาด (Clean Energy Technology) และ Biomedical Research รวมถึง Information Technology (เกี่ยวกับสาระสนเทศ??) ทั้งกลายทั้งปวงก็เนื่องมาจาก ธีม to win the future ของเค้า โดยบอกว่า "Let's fix what need fixing and let's move forward." หมายถึงว่าอเมริกาต้องแก้ไขสิ่งที่สนควรแก้ไข และเดินไปข้างหน้าได้แล้ว มิฉะนั้นขั้วอำนาจอาจเปลี่ยนที่ และ ประเทศมหาอำนาจของโลกก็อาจจะไม่ใช่ประเทศอเมริกาอีกต่อไป...




รายละเอียดกรุณาไปฟังต่อในคลิปนะคะ มีอะไรไม่เข้าใจก็ส่งอีเมล์ไปถามได้ที่ : BAS.tutor@gmail.com หรือใครที่ยังสนใจซื้อชีทอยู่ก็สามารถโทรมาสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0870134999 - อ้อม :-)

ปล. ช่วงนี้พี่จะอัพบล๊อกถี่ยิบนิดนึงนะคะ ถ้าอยากรู้อะไรเพิ่มเติมลองย้อนกลับไปดูโพสเก่าๆก่อนได้ค่ะ

อันนี้พูดถึงเรื่องความสำคัญของการศึกษา และ พลังงานสะอาด



Gay Marriage คือการแต่งงานของเพศเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ชาย กับ ชาย หรือ หญิง กับ หญิืง - ถือเป็นเรื่องที่ฮอตมากในอเมริืกา เนื่องจากว่าอเมริกาได้ชื่อว่าเป็นประเทศแห่งเสรีภาพ ซึ่งทุกๆคนไม่สมควรที่จะถูกกีดกันจากเรื่องต่างๆ เช่นคนดำไม่ควรที่จะโดนกีดกัน หรือ เหยียดเชื้อชาติโดยคนขาว และก็เช่นกันกับคนชาติอื่นๆ แต่เรื่องการแต่งงานของเพศเดียวกันก็ถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เพราะถึงแม้ว่าคนที่เป็นแกย์ในต่างประเทศจะไม่โดนมองในแง่ร้ายเท่ากับในประเทศไทยเรา หรือว่าประเทศอนุรักษ์นิยมประเทศอื่นๆ แต่ก็ไม่้ได้มีการยอมรับอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยเฉพาะในประเทศอเมริกา ซึ่งมีการอนุญาตให้คนเพศเดียวกันสามาถรแต่งงานกันได้ในบางรัฐ (แคลิฟอร์เนี่ย)เท่านั้น ดังนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ได้มีการเรียกร้อง และการเดินขบวนต่างๆเพื่อต้องให้กฎหมายสหรัฐฯอนุญาตให้การแต่งงานในเพศเดียวกันนั้นเป็นเรื่องปกติทั่วไป ซึ่งก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันจนถึงปัจจุบันนี้ค่ะ

วีดีโอนี้เป็นวีดีโอจากการโต้วาทีกันระหว่าง Joe Biden กับ Sarah Palin ในหัวข้อ Gay Marriage โดยข้อสรุปคือทั้งสองฝ่ายอยากให้คู่ Gay นั้นมีสิทธิในเรื่องการทำสัญญาคู่กัน และ การไปมาหาสู่ (ประมาณนั้น) แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังยืนยันว่าไม่้สนับสนุนการแต่งงานในเพศเดียวกัน สังเกตุได้ว่าเวลาพูดทั้งสองฝ่ายจะมีการสงวนท่าที ซึ่งเป็นเรื่องปกติทางการเมือง โดยการพูดจาวนไปวนมา งงๆ ทำให้เราไม่แน่ใจว่าสรุปจะพูดอะไรกันแน่ ขอสรุปละกันว่าถ้าเกิดเจอคำถามแบบนี้ก็ตอบไปแบบนักการเมือง เพราะเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลล้วน แต่หากสนับสนุนให้เน้นเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมกัน ถ้าไม่สนับสนุนก็ให้เน้นเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีไปละกันค่ะ




ส่วนอันนี้เป็นเรื่อง Healthcare Reform หลักๆคือเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพของคนอเมริกันทั้งประเทศ โดยรวมๆคือโอบาม่าต้องการให้ประกันสุขภาพกับพลเมืองอเมริกันทุกคน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ทำให้เกิดข้อโต้แย้ง และคนที่สนับสนุนมากมาย เพราะทุกวันนี้คนอเมริกันส่วนใหญ่ ไม่มีประกันสุขภาพที่ดีเพียงพอ บางคนก็ไม่มีเลย เนื่องมากจากปัญหาสุขภาพ หรือ โรคประจำตัวที่มีมาก่อนเข้าทำงาน (pre-existing conditions) และเค้าต้องก็ต้องการให้คนอเมริกันทุกคนมีสิทธิในการรักษาพยาบาลเท่าเทียมกัน แต่ปัญหาก็มีอยู่ว่าการให้ประกันสุขภาพกับชาวอเมริกันทุกคนเป็นเรื่องใหญ่ และต้องใช้งบประมาณสูงด้วย อีกเรื่องก็คือถ้าคนที่มีประกันสุขภาพที่ดีอยู่แล้วเค้าก็กลัวว่าจะต้องมารักษาพยาบาลกับคนอื่นด้วย (โอบาม่าบอกว่าใครมีที่ดีกว่ารัฐจะมอบให้ก็จะไม่ยุ่ง ประมาณนั้น) ลองดูวีดีโอไล่มานะคะ


Pros and Cons of the Healthcare Reform Bill



Republican Strikes Back


เอาไปดูกันนะคะ อันนี้ก็เป็นเหตุผลของโอบาม่าที่ต้องการให้มี Immigration Reform - คนอเมริกันที่ไม่ได้มีญาติ หรือ คนรู้จักที่เป็น Illegal Immigrants ก็จะมีมุมมองอีกแบบว่า โอบาม่าต้องการผ่านร่างกฎหมายนี้เพื่อขยายฐานเสียงของเค้า (ซึ่งก็น่าจะมีส่วนจริง) ทั้งยังเป็นการละเว้นโทษให้แก่ผู้คนที่ไม่เคารพกฎหมายของประเทศอเมริกา แต่อีกด้านนึงก็คือหากมีการผ่านกฎหมายนี้จริง ผู้ที่อยู่อาศัย และทำงานอย่างผิดกฎหมายในอเมริกาจะได้รับการละเว้นโทษ ทั้งยังได้รับสิทธิการเป็นพลเมืองของอเมริกา ซึ่งก็เป็นการหาเงินเข้าประเทศอีกทางหนึ่งเพราะว่าผู้ที่เข้ามาอยู่อย่างผิดกฎหมายจะไม่ต้องเสียภาษี (ถือเป็นการเอาเปรียบพลเมืองอเมริกันเป็นอย่างมาก) แต่หากพวกเค้าได้รับสิทธิการเป็นพลเมืองแล้ว พวกเค้าก็ต้องเสีบภาษีรายได้ให้แก่รัฐบาลเหมือนพลเมืองอเมริกันทั่วไปค่ะ
Q: คิดราคายังไง?
A: เดี่ยว 600 บาท/ชม. และ กลุ่ม 3 คน 250 บาท/ชม.

Q: สถานที่ที่ใช้ในการติวคือที่ไหน?
A: ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ค่ะทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของน้องๆเองค่ะ

Q: ต้องติวกี่ชั่วโมง?
A: แนะนาให้ติว ครั้งละ 2 ชม. 3 ครั้งค่ะ
(น้องคนไหนสะดวกติว 3 วันติดเลยก็ได้ หรือจะติวด่วนวันเดียวจบเลยก็ได้ค่ะ แต่ต้องนัดเวลากับพี่ๆก่อนนะคะ)

Q: สอนเกี่ยวกับอะไรบ้า? และใช้อะไรสอน?
A: จะสอนตั้งแต่ประวัติศาสตร์โดยย่อของ UK และ USA รวมถึงสอนการเขียน Essay และ เทคนิคการสอบสัมภาษณ์ค่ะ
ชีทที่พี่ใช้เป็นชีทที่พวกพี่ๆช่วยกันรวบรวมขึ้นมา โดยมีเนื้อหาตั้งแต่อดีต จน ถึงปัจจุบันของประเทศอังกฤษ และ อเมริกา เพื่อให้น้องๆได้มีความรู้ ความเข้าใจพื้นฐาน เกี่ยวกับสองประเทศนี้ค่ะ ทั้งยังมีการสอนเขียน Essay เพื่อการสอบเข้า โดยมีหัวข้อทั้งที่พี่ๆรวบรวมขึ้นมาเอง และของปีที่ผ่านๆมา รวมถึงเทคนิคต่างๆที่สามารถนาไปใช้ในการสอบสัมภาษณ์เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่สัมภาษณ์เราด้วยค่ะ

Q: ใครคือผู้สอน?
A: พี่ๆนักศึกษารุ่นปัจจุบันของ BAS ค่ะ ฉะนั้นน้องๆจึงมั่นใจได้เลยว่าพวกพี่ๆเคยผ่านสิ่งที่น้องๆจะเจอมาก่อนแล้ว และสามารถให้คาที่เป็นประโยชน์แก่น้องๆได้จริงๆ
British and American Studies (General ideas/ Overview of their History or whatever..)

สวัสดีอีกครั้งนะคะน้องๆทุกคน ช่วงนี้มีน้องๆหลายคนสนใจเรื่องชีทที่พี่กำลังทำอยู่ ซึ่งจะรวมเนื้อหาประวัติศาสตร์โดยย่อของประเทศอังกฤษ และ อเมริกา (เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดนะคะ) และก็ข่าวสารสำคัญๆของสองประเทศนี้ โดยพี่จะเริ่มเอาชีทตัวนี้ไปขายที่มหาวิทยาลัยตอนช่วงที่พี่เปิดเทอมแล้ว นั้นก็คือวันที่ 10 มกราคม เป็นต้นไปนะคะ ที่ร้านถ่ายเอกสารใต้ตึกคณะศิลปศาสตร์ หรือไม่ก็ที่ตรงหน้าออฟฟิศโครงการ BAS ค่ะ 

ปล. ชีทที่ว่านี้ไม่มีบอกเกี่ยวกับการเขียน Essay นะคะ เป็นแค่ความรู้เบื้องต้น ที่เหมาะแก่ผู้ที่ภาษาอังกฤษแก่กล้าแล้วเท่านั้น หากน้องที่ยังไม่เคยเขียนอะไรยาวๆพี่แนะนำให้ลองเขียน essay มาให้พี่ดูก่อน หรือถ้าขี้เกียจก็ส่ง Statement of Purpose มาให้พี่ดูก่อนว่าการเขียนของน้องๆเป็นยังไงค่ะ พี่จะได้บอกได้ว่าน้องสมควรที่จะติวอะไรเพิ่มอีกหรือเปล่า


ถ้าน้องๆมีอะไรอยากจะติดต่อสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ, อยากติว หรือว่ามีปัญหาอะไรให้โทรศัพท์มาหา "พี่อ้อม" ได้ที่เบอร์ 087-013-4999 หรือ msn:aomgasm@hotmail.com หรือถ้าอยากให้ช่วยดู Statement of Purpose ก็ส่งมาที่เมล์ BAS.tutor@gmail.com นะคะ (กรณีที่พี่ไม่ออนเอ็ม (:)
นี่เป็นเว็บใหม่ของโครงการนะคะ http://www.basthammasat.org/
  
"For prospective students, application form will be available at Thammasat University Bookstore and Chulalongkorn University Bookstore from Nov 8, 2010 to January 21, 2011.
 

Application form submission: December 20, 2010-January 21, 2011 at BAS office, Liberal Arts building, Thammasat University, Phrachan campus."

 
....พี่ยังไม่มีอะไรจะอัพหรอกนะ แต่กลัวบล๊อกร้างเลยเข้ามาทักทายสักนิดนึง 555+

อ้อออ แต่มีข่าวอัพเดทนิดนึงนะค่ะว่าตอนนี้ BAS กำลังจะจัดทำค่ายอาสา ถ้าน้องคนไหนไปเดินแถวสวนจตุจักรหรือที่ไหนก็ตามแล้วเค้าพูดถึงเรื่องค่ายอาสาก็ช่วยกันบริจาคกันมาได้นะจ้ะ คิคิ
ตอนนี้พี่ๆ BAS ทุกคนกำลังทำงานกันอย่างมุ่งมันเพื่อพัฒนา BAS ของเราให้เป็นโครงการที่น่าสนใจมากขึ้นค่ะ โดยพี่ๆก็กำลังคุยกับทางอาจารย์กันอยู่ว่า BAS เราเนี่ยควรมีการจัดทำคลับต่างๆขึ้น ถ้าน้องๆคนไหนเข้า BAS ได้ปีหน้านี่ก็คงจะได้พบเจอกับสิ่งแปลกๆใหม่ๆที่จะทำให้ประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยของน้องๆมีแต่ความสุกสนุกสนานกันค่ะ

UPDATE เรื่องการติว และ ชีทเรื่องอังกฤษ-อเมริกัน ตอนนี้ยังทำไมเสร็จนะคะ แหะๆ เพราะว่ายุ่งมาก กำลังจะสอบไฟนอลกัน Presentation มีมากมายจนหาที่สุดมิได้ เอิ้กๆๆ แต่ก็นะเป็นรสชาติของชีวิต เพื่อสามปีครึ่ง!! :D

มีไรก็เหมือนเดิมนะ BAS.tutor@gmail.com
    ก่อนอื่นต้องขอกราบประทานอภัยแก่น้องๆที่ส่งอีเมล์มาแล้วพี่ตอบช้านะคะ ช่วงนี้บีซี่มั่กมาก ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรจะมาอัพเดทมาก แต่กำลังรวบรวมข้อมูลเป็นชีทสรุปเรื่องราวเกี่ยวกับ อังกฤษ และ อเมริกา อยู่ น้องๆคนไหนสนใจติดต่อได้นะจ้ะ แบบเอาไปอ่านเล่นๆ แต่ได้ใช้จริง (ถ้าสอบเข้าได้ 55) ราคาไม่เกินสองร้อยนะคะ หุหุ อย่าหาว่างกเลยนะขอค่าพิมพ์นีสนึง พี่จะพยายามทำให้มันอ่านง่ายที่สุด เป็นภาษาอังกฤษนะ จะได้ลองไปดูตัวเองด้วยว่าการอ่านไปถึงไหนแล้ว เพราะพี่ไม่อยากเน้นให้สอบเข้าได้อย่างเดียว อยากให้เข้ามาแล้วเรียนรู้เรื่องด้วยอ่าจะ

MSN ใครอยากได้กรุณาขอมาทางอีเมล์นะจ้ะ BAS.tutor@gmail.com เมล์เดิมนั้นลา  
         ถ้าน้องๆยังไม่ได้สอบ TU-GET หรือมีผลการสอบภาษาอังกฤษให้รีบไปสอบนะคะ เพราะว่าเหลือสองรอบเองสำหรับปีนี้ ปีหน้าไม่รับประกันว่าจะทันมั้ย เพราะจะเริ่มขายใบสมัครเดือนหน้าแล้วนะจ้ะ
http://www.tu.ac.th/org/litu/Banner/06/Thai/tuget1.html


สองรอบที่ว่านั้น ไปดูมาให้ละว่ามันจะขายใบสมัครทุกวันที่ 1-10 ของทั้งเดือน พฤศจิกายน และ ธันวาคม สอบก็ช่วงปลายเดือนจ้า ส่วนเรื่องติว TU-GET ตัวพี่เองไม่สันทัดเหมียนกัน แต่ถ้าสนใจลองส่งอีเมล์มานะ เพราะว่าเพื่อนอาจจะสอนได้ ราคาไม่แพงอันนี้ เพราะไม่รับรองผล 5555 กล้าก็มานะจ้ะ
     ได้สิคะ คนเหมือนกันนิ อีกอย่างก่อนที่เราจะเข้ามาก็ต้องมีการทดสอบภาษาอังกฤษกันพอสมควรเนอะ อยากบอกน้องๆที่กลัวว่าไม่ต้องกลัว พี่เองก็มาจากโรงเรียนไทย ไม่เคยเรียนพิเศษที่ไหน ไม่เคยไปเรียนแลกเปลี่ยน ก็ยังเข้ามาเรียนได้ (เกรดไม่ต้องพูดถึง อิอิ) จากประสบการณ์ส่วนตัวอยากบอกว่าพวกที่มาจากโรงเรียนไทยนะ เรียนเก่งกว่าพวกเด็กนานาชะอีกก็มี ไว้วันหลังจะบอกว่าใคร สิ่งที่เด็กที่มาจากโรงเรียนไทยอาจจะเสียเปรียบเด็กนานาชะในความคิดพี่น่าจะเป็นการฟังค่ะ เพราะอาจารย์ไทยที่โรงเรียนไทยจะออกเสียงชัดว่าอาจารย์ต่างชาติอยู่มาก แต่หากว่าเราฟังไม่ทันคำไหนก็ไม่ต้องกังวลหรอก ยกมือให้อาจารย์เค้าพูดซ้ำ หรือว่าไปถามเค้าหลังจบคาบก็ได้ อาจารย์เค้าไม่ดุ แต่ปัญหาพวกนี้ก็จะมีอยู่แค่ช่วงเทอม สองเทอมแรกเท่านั้นหละค่ะ พอเราปรับตัว ปรับหู ได้ เราก็จะชินและฟังเข้าใจไปเอง

     ปัญหาอีกอย่างที่เด็กที่มาจากโรงเรียนไทยจะกลัว และเด็กแบสที่เรียนกันอยู่ทุกวันนี้ยังกลัวก็คือการตอบคำถามในห้อง หรือการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ส่วนตัวของพี่นะ เมื่อตอนมาเรียนใหม่ๆก็ไม่กล้าเหมือนกัน แต่พอขึ้นปีสองมารู้สึกว่าตัวเองกล้าตอบกล้าพูดมากขึ้นในห้อง อาจจะเป็นเพื่อนเราเริ่มรูจักเพื่อนร่วมห้องมากขึ้นด้วยก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัว ขอแค่มั่นใจ ผิดถูกไม่มีใครว่าหรอก (ใครว่าก็ด่ามันไปเลย)
    
     เหมือนเดิมนะ อยากรู้ อยากถามอะไรก็ ส่งอีเมล์มาที่ bas.tutor@gmial.com หรือ คอมเม้นท์ไว้ที่บล๊อกนี้ได้เลยนะ ยินดี ส่วนข่าวการเปิดติวเข้า BAS จะมาบอกเรื่อยละกันนะจ้ะ
      อย่างที่บอกไปแล้ววว่าโครงการ BAS ของเราจะเรียนกันที่วิทยาเขตท่าพระจันทร์ ตลอดทั้งสี่ปีเลย บรรยากาศก็จะร่มรื่นๆ เพื่อนร่วมแคมปัสคณะอื่นๆก็จะเป็นภาคภาษาอังกฤษกันทั้งหมด มีทั้งชาวต่างชาติที่มาเรียน Thai Studies ที่ท่าพระจันทร์ก็จะฝรั่งเยอะมากก แล้วเราก็จะได้ยินคนพูดภาษาอังกฤษกันให้เยอะแยะวุ่นวายกันไปหมด ทั้งเพื่อนร่วมชั้นบางคนเองก็มาจากโรงเรียนนานาชาติบ้าง ต่างประเทศบ้าง เพราะฉะนั้มาเรียนที่ท่าพระจันทร์แล้วรับรองว่าได้พูดภาษาอังกฤษกันทุกคนอย่างแน่นอน มันเป็นการฝึกให้น้องๆบางคนที่มาจากโรงเรียนไทยก็จะได้ลิ้มรสการอยู่ในสังคมอินเตอร์เนชั่นแนล น่าสนุกไปอีกแบบ อาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์ไปม้ดดด อยู่แล้วไม่อ้วนนี่แสดงว่าเป็นคนโชคดีมาก
     
      การแต่งการของผู้คนที่นี่ก็จะมีหลากหลายแนวตั้งแต่ Costplay, Hiphop, Punk, Emo, Nerd,.... ล้อเล่น 55+ ก็คือว่าเนื่องจากทางมหาวิทยาลัย และโครงการเองไม่ได้มีการบังคับให้แต่งเครื่องแบบนักศึกษาแต่อย่างใด ผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่ก็จะแต่งตัวตามสบายกันมาเรียน เหมาะสมบ้าง ไม่เหมาะสมบ้าง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ตามความคิดพี่ ก็ไม่ควรจะใส่อะไรให้มันสั้น หรือ เปิดเผยมาก มาเรียนเดี๋ยวอาจารย์เค้าไม่มีสมาธิสอน (ล้อเล่นๆ) อาจารย์ทุกคนที่นี่ก็จะเป็นฝรั่งเค้าก็ไม่ค่อยแคร์หรอกว่าจะใส่อะไรมาเรียนกัน เอาอาหารไปกินในห้องเรียนก็ได้เค้าไม่ว่า แต่ก็อย่าให้มันกลิ่นแรงมากสงสารคนที่ไม่ได้กินอ่านะ

     อีกสิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องเจอแน่นอนเวลามาเรียนที่ท่าพระจันทร์ก็คือ ทั่น ทัน ท้านนน "ไฮโซ " นั่นเอง ตัวพี่เองไม่ได้เป็นไฮโซ ละก็ไม่ได้มีความขัดแย้งกับไฮโซแต่อย่างใด ที่พูดก็เพราะว่าก่อนที่พี่จะเข้ามาเรียนแบส ลูกพี่ลูกน้องของพี่ก็จะมาเป่าหูตลอดเวลาว่า "นี่ระวังไปเรียนแล้วไม่มีเพื่อนนะ แกมันโลว์โซหนิ" บลา บลา บลาาา อยากบอกว่ามีแน่นอนอยู่แล้ว แต่ไฮโซก็มีหลายแบบ แบบที่อยู่กันเป็นแก๊งค์ก็มี แบบนิสัยดีติดดินกินข้าวกล่องก็มีเยอะ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเพื่อน ถ้าคิดว่าเราอยากที่จะเรียนที่นี่ก็เรียนไปเห้อะ เรื่องอื่นมันปรับกันได้ ไฮโซ ไฮซอลท์ ก็เหอะ มีตังค์แต่ไม่เรียนก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน ที่อยู่ได้ก็ต้องเป็นไฮโซมีกึ๋นนีสนึงอ่านะ

     เวลาเรียนของที่แบส ปีหนึ่งถึงสามก็จะเรียนหนักหน่อย ส่วนใหญ่จะมีเรียนทุกวัน วันละวิชาบ้างสองวิชาบ้าง การเลิกเรียนก็จะไม่เกินห้าโมง ไม่มีเรียนจนดึกจนดื่นเหมือนที่อื่นแน่นอน การลงเรียนก็เต็มที่ 6 ตัวต่อเทอม ก็แทบแย่ละ ส่วนใหญ่เวลาลงทะเบียนจะดึงจากโควต้ามาได้ ประมาณ ห้า วิชา ถ้าอยากจบไวก็ไปดูว่าเค้ามีเปิดสอนอะไรบ้างตามแผนของเรา แล้วลงเพิ่มก็ได้ ค่าเทอมก็ ประมาณ 45000 บาท ต่อเทอม ไม่เกินนี้ค่ะ ตอนนี้นึกไม่ออกละอยากรู้อะไรก็เขียนแปะไว้ในคอมเม้นก็ได้เน้อ (:
     จำไม่ได้ว่าเคยบอกไปแล้วรึยังในบล๊อกก่อนหน้านี้ว่าโครงการ British and American Studies เรียนที่ท่าพระจันทร์ตลอด 4 ปีเลยค่ะ ทำอะไรก็ที่ท่าพระจันทร์ตลอด ตั้งแต่เรียนมายังไม่เคยไปรังสิตเลย โฮ่โฮ่!
     ตอนนี้เรามาคุยเรื่องการสอบตรงเข้าที่นี่กันดีกว่า การสอบ Admission ของ BAS ก็จะมีการสอบสองส่วนด้วยกันค่ะ

      ส่วนแรกคือข้อเขียน (Written Examination) ส่วนนี้จะมีข้อสอบสามข้อ จะเป็นข้อสอบทีไม่มีผิดถูกค่ะ จะเป็นการแสดงความคิดเห็น แล้วก็ดูทัศนคติของเรามากกว่า แต่ในการดูนี้ก็ไม่ใช่หมายความว่าจะง่าย เพราะถึงแม้จะไม่มีผิดถูก แต่ผู้ตรวจก็จะประเมินความรู้พื้นฐานของเราเกี่ยวกับประเทศอังกฤษ และอเมริกาค่ะ ซึ่งก็เป็นสิ่งจำเป็นนะคะสำหรับน้องๆที่จะมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสองประเทศนี้ แหล่งความรู้ก็ไม่ยากเลย wikipedia และ ข่าวสารต่างๆนั่นแหละค่ะ

      ส่วนที่สองคือการสัมภาษณ์ (Interview) การสัมภาษณ์ก็จะไม่มีอะไรมากค่ะ อาจารย์ที่มาสอบเราท่านก็จะถามคำถามต่างๆ การตอบก็เน้นว่าอย่าไปเกร็งมาก ตอบตามสบายค่ะ ท่านจะดูว่าหนังหน้าอย่างเราจะเข้ามาเรียนไหวรึเปล่าอะไรแบบนี้หนะค่ะ เพราะพี่บอกไว้ก่อนเลยว่าถึงแม้คณะอินเตอร์ ที่คนทั่วไปอาจจะคิดว่าเรียนง่าย อย่างนู้นอย่างนี้ แต่คนที่จบมาก็ล้วนแล้วแต่จะต้องมีความสามารถพอตัวเลยค่ะ จากประสบการณ์ส่วนตัวของพี่คือ ตอนเข้ามานี้มีพวกที่มาแบบชิลๆ แล้วก็ไปแล้วแบบชิลๆค่ะ

     ตอนนี้พี่กับป้อปกำลังจะเปิดติว เพื่อเข้า BAS โดยพี่จะมีข้อสอบเก่าๆให้น้องๆไปลองทำแล้วพี่ก็จะอ่านและช่วยแก้ไขให้ดีขึ้นค่ะ ส่วนค่าใช้จ่ายและสถานที่เดี๋ยวจะบอกอีกที แต่ก็คงจะเป็นบริเวณคณะแหละค่ะ

ถ้าน้องคนไหนสนใจให้มาลงชื่อไว้เลยนะคะ
โดยการส่งอีเมล์มาให้พี่ที่ bas.tutor@gmail.com

ให้บอกข้อมูลส่วนตัวเล็กน้อยนะคะ

ชื่อ-นามสกุล:
ชื่อเล่น:
อายุ:
โรงเรียน:
เกรดเฉลี่ยวิชาภาษาอังกฤษ:
สิ่งที่อยากได้จากการติว:
ค่าเรียนที่น้องคิดว่าเหมาะสม ต่อ ชม.:
อะแฮ่มๆ โอเคตอนนี้ พี่จะมาพูดถึงเรื่องการสอบเข้าค่ะ เห็นมีน้องๆถามผ่านทางพี่ป้อปเข้ามาเยอะ
อันที่จริงน้องสามารถเข้าไปดูที่เว็บของโครงการได้เลยนะคะ แต่ว่ามันเป็นภาษาอังกฤษ อาจจะเข้าใจคาดเคลื่อนได้ เพราะฉะน้าน พี่จะมาแปลให้ตรงนี้อีกทีละกัน เว็บไซต์ก็นี่ http://www.tu.ac.th/org/arts/bas/

REQUIREMENTS หรือ คุณสมบัติที่หรือสิ่งที่ต้องมีในการสมัครสอบมีดังนี้ คือ

1. Applicant must hold a secondary school certificate (M.6) or its equivalent
(ผู้สมัครจะต้องมีวุฒการศึกษาชั้นม.6 ของไทย หรือ เทียบเท่า เท่ากับว่าน้องๆที่เรียนจบมาจากต่างประเทศก็สามารถสมัครได้ค่ะ แต่ต้องมีใบจบ ซึ่งต้องไปทำเรื่องขอที่กระทรวงศึกษาธิการค่ะ)

2. A minimum secondary school GPA of 2.5 (or equivalent results such as GCE, GCSE, IGCSE, IB and GED); OR GCE, GCSE or IGCSE results must not be lower than "C" in five different subjects (Excluding GCE 'O' Level for Thai Language);

IB exam results must not be lower than "4" in five different subjects;

GED results must be at least 2250 scores, combinig all five subjects taken, and the score in each subject should reach a minimum of 410;

New Zealand results must be equivalent to an average of 2.5 due to the calculation of Embassy of New Zealand;

If an applicant does not have a GPA result in hand, he/she must submit a transcript, grade report, or relevant documents showing academic performance on the Application Submission Day.

(ข้อสองนี้บอกตามตรงว่างงเหมือนกันเพราะพี่มาจากโรงเรียนไทยค่ะ แต่ถ้าใครมีข้อสงสัยอะไรเป็นพิเศษก็ถามเพิ่มเติมทางอีเมล์ได้ค่ะ เดี๋ยวไปถามเพื่อนๆที่มีประสบการณ์ให้ละกัน แต่เอาเป็นว่าถ้ามาจากโรงเรียนไทยก็เกรดเฉลี่ยต่ำต้อง 2.5 ขึ้นไปค่ะ ส่วนที่มาจากต่างประเทศก็ตามนั้น 55)

3. Results of one of the following tests (obtained within the past two years ONLY)
  • IELTS overall band score with a score of 5.0 or above, OR;
  • TOEFL with a total score of 173 (computer-based) or 59 (internet-based) or above, OR;
  • TU-GET with a score of 500 or above, OR;
  • SAT (Critical Reading) with a score of 350 or above OR;
  • National Entrance Examination or O-Net with a minimum score/percentage of 70 (English) and 50 (Socia lStudies)
(ข้อสามคือต้องมีผลการสอบทักษะด้านภาษาอังกฤษอย่างใดอย่างหนึ่งจากลิสต์ข้างบน ที่ไม่เก่ากว่า 2 ปี หมายถึงถ้าเคยสอบมานานเกินสองปีแล้วใช้ไม่ได้ ต้องไปสอบใหม่ค่ะ)

สำหรับข้อสามพี่แนะนำว่าถ้าน้องคนไหนอยากสอบแบบประหยัดหน่อยก็ไปสอบ TU-GET ดีกว่าค่ะ ค่าสอบประมาณ ห้าร้อยกว่าบาท ไว้วันหลังจะเอารายละเอียดวิธีการสมัครมาบอกนะ

*** ใบสมัคร BAS ปีนี้จะเริ่มขายช่วงพฤศจิกายนนี้แล้วนะคะ ราคา 300 บาท ซื้อได้ที่ศูนย์หนังสือจุฬา และก็ที่ร้านหนังสือธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์ค่ะ) ***
     โครงการอังกฤษ-อเมริกันศึกษา (British and American Studies) เรียกสั้นๆว่า BAS (แบส) เป็นโครงการพิเศษของ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค่ะ ถือว่าเป็นวิชาเอกของเราเลย เวลาใครถามก็บอกไปเลยว่าเราเรียน "คณะศิลปศาสตร์ เอกอังกฤษและอเมริกันศึกษา" โครงการ BAS เป็นโปรแกรมภาษาอังกฤษนะคะ การเรียนการสอนจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ยกเว้นวิชาภาษาไทย ที่ทุกคนต้องเรียนเมื่อเข้าเรียนในปีแรกค่ะ

     มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นถึงการที่นักศึกษาทุกคนมีสิทธิ และเสรีภาพเท่าเทียมกัน การรับน้องของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็จะไม่มีการบังคับนะคะ เป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ว่าถ้าใครไปรับน้องก็จะได้รู้จักเพื่อนๆมากขึ้น เวลามาเรียนแรกๆก็จะไม่เกิดอาการ "เอ๋อเหรอ" แต่ว่าอยู่ๆไปเดี๋ยวก็รู้จักันเองหละค่ะ

     ตอนนี้คณะ BAS ของเราเพิ่งจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการนักศึกษาขึ้นเพื่อที่จะสรรค์สร้างความเริ่ด หรู อลังการ ให้กับโครงการของเรานะคะ พี่ๆตั้งแต่ปีหนึ่งรุ่นนี้ไปถึงพี่ที่จะจบ และพี่ๆที่จบไปแล้ว หรือที่เรียกกันว่า พี่บัณฑิต ก็จะมาช่วยกันคิดว่าโครงการ BAS ของเราเนี่ยน่าจะมีคลับ หรือ พัฒนาอะไรขึ้นไปอีก ตอนนี้พี่ก็ได้เสนอเรื่องของการไปทัศนศึกษาองค์กรระหว่างประเทศต่างๆที่น่าจะมีประโยชน์แก่เพื่อนๆนักศึกษาทุกคน อย่างเช่น United Nations หรือ American Ambassy และอื่นๆอีกมากมายค่ะ

     การเรียนการสอนของ BAS ก็จะเน้นไปซะทุกเรื่องเกี่ยวกับประเทศอังกฤษ และอเมริกาค่ะ เรียนจบไปสามารถทำงานได้หลายด้านค่ะ อย่างเช่นองค์กร ระหว่างประเทศต่างๆ ตั้งแต่กระทรวงการต่างประเทศ ยูเอ็น สถานฑูตของประเทศต่างๆ ที่เน้นการใช้ภาษาค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับตัวของแต่ละคนค่ะว่ามีความสามารถกันแค่ไหน หุหุ

    BAS มีอาจารย์หน้าประจำอยู่ 5 คนค่ะ ที่ว่าประจำคือจะเจอกันตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสี่ ส่วนอาจารย์ท่านอื่นๆก็อาจจะมาจากคณะอื่นๆค่ะ ไว้พี่ไปขออนุญาตอาจารย์แต่ละคนก่อนแล้วจะมาเปิดเผยหน้าตาของท่านๆเน้อ
สวัสดีค่ะ

คาดว่าทุกคนที่กำลังอ่านบล๊อกนี้อยู่ต้องมีความสนใจในคณะ BAS หรือ British and American Studies อยู่บ้างไม่มากก็น้อย พี่และเพื่อนๆตอนนี้ก็กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่สองค่ะ เนื่องจากพี่คิดว่าทั้งตัวโครงการเอง และคณะของเราเป็นคณะที่น่าสนใจมากๆ แต่ระบบการจัดการเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย และตัวโครงการเอง อาจจะยังให้ข้อมูลได้แต่แบบกว้างๆ พี่ก็เลยอยากจะจัดทำบล๊อกนี้ขึ้นมาโดยเล่าจากประสบการณ์ของพี่ และเพื่อนๆแก่น้องๆที่มีความสนใจในตัวโครงการนี้ รวมทั้งอัพเดทข่าวสารและกิจกรรมต่างๆที่โครงการจะมีขึ้นในอนาคตด้วยค่ะ น้องๆที่สนใจอยากทราบอะไรเป็นพิเศษสามารถส่งอีเมล์ไปได้ที่ BAS.tutor@gmail.com ค่ะ ยินดีให้คำปรึกษาค่ะ

พี่อ้อม