สวัสดีค่ะ หลังจากที่ห่างหายจากการอัพบล้อกไปนานมาก ต้องขอโทดด้วยจริงๆสำหรับใครที่ติดตามอยู่ เพราะไม่ว่าจะเป็นงานประจำ หรือ การติวให้น้องๆในช่วงปีที่ผ่านมาทำเอาพี่แทบไม่มีเวลาทำอะไรเลย

ยังไงอยากขอแสดงความยินดีสำหรับคนที่เข้าสอบในช่วงวันที่ 29 มีนา ที่ผ่านมาเพราะว่าได้ผ่านช่วงที่เครียดที่สุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ต้องมาลุ้นกันต่อว่าจะมีใครที่ผ่านการคัดเลือกบ้าง.... แต่สำหรับคนที่ไม่ผ่าน หรือ ยังวิตกกังวลว่าตัวเองยังทำได้ไม่มีเท่าที่ควรก็ขอให้นึกเสมอว่าเราทำดีที่สุดแล้วกับความรู้ที่เรามีนะจ้ะ

มีอะไรอยากจะอัพเดทเล็กน้อย และอธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้น 

เรื่องแรกนี้ค่อนข้างซีเรียสนิดนึงเพราะมีน้องที่ติวกับพี่ไปเจอมาว่ามีการเอา materials ในการติวของพี่ไม่ว่าจะเป็นเฉลย หรือ สรุปเนื้อหาที่พี่ส่งให้ก่อนสอบไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ต้องนำมาบอกกล่าวกันนิดนึงคือ ส่วนตัวแล้วพี่ไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากมาย แค่เสียความรู้สึกที่มีเด็กที่เคยเรียนกับพี่ถือโอกาสเอาชีทไปเผยแพร่นะ แต่มันเป็นสิ่งทีพี่ทำใจอยู่ แล้ว แต่เนื่องจากเอกสารต่างๆที่พี่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนเขียนขึ้นเองทั้งหมด แต่มันก็มากจากรวบรวมของพี่เอง เพื่อนมอบให้แค่คนที่สนใจค้นหาและก็เปิดมาเจอบล๊อกของพี่ แต่กลับมีคนบางกลุ่มเอาไปแจกฟรี!!! รวมถึงทำให้น้องๆที่ต้องเสียเงินมาติว หรือ ซื้อชีทไม่พอใจมากกกก ถือเป็นการเอาเปรียบทั้งพี่ และน้องๆที่พยายามสืบค้น หาอ่านบล้อกและติดต่อพี่มาเอง

อันที่จริงราคาชีทเพียงแค่ 300 บาทถือว่าถูกโคตรๆ พี่เลยตัดสินใจว่าสำหรับการติวในการสอบเข้าปีการศึกษาหน้าจะต้องมีการสังคยนาชีทใหม่ทั้งหมด :)

แล้วปัญหาที่สองที่เจอจากการติวในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีน้องบางคน "กลัว" การโอนมัดจำให้กับพี่.... อาจทำให้เสียโอกาสในการติวไป อันที่จริงการโอนเงินมัดจำเป็นเป็นอะไรที่คนทั่วไปเค้าก็ทำกันนะ คือที่มีการตั้งกฏนี้ขึ้นมาเพราะว่า การที่น้องมาคอนเฟิมเรื่องวันเวลาส่งๆไปมันทำให้ตารางของพี่ ที่ไม่ยืดหยุ่นเหมือนแต่ก่อนเกิดการรวนขึ้นอย่างแรง แล้วก็ทำให้พี่เสียเวลาและอารมณ์มากๆด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับโอกาสต่อไปขอให้เคลียร์ตัวเองให้ชัวร์ๆ แล้วก็ค่อยทำการนัดคอนเฟิมและมัดจำ (หากมีการเลื่อน อนุญาติให้แค่ 1 ครั้งนะคะ)

เรื่องที่สามคือ จะมานัดติวอะไรกันช่วงเดือนสุดท้ายก่อนสอบ???????? มีหลายคนที่เสียโอกาสในการเตรียมตัวไปเพราะ "ช้า" ตารางติวได้แค่วันเสาร์-อาทิตย์นะคะ เพราะฉะนั้นเดือนนึงจะติวได้มากสุดคือ 3 รอบ/กรุ้ป พี่จึงมีความคิดจะเปลี่ยนค่าเรียนให้เป็นอัตราเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ง่ายต่อการจัดตาราง เอาเป็นว่าใครมาเร็ว และอยากติวเดี่ยวก็จะโชคดีไป ใครมาช้าก็อาจจะต้องไปติวร่วมกับคนอื่นละกัน (แต่จำนวนที่รับติวจะไม่เกิน 4 คน/กรุ้ปแน่นอน)

ปล. หากผู้ปกครอง แม่ พ่อ ป้า น้า อา จะช่วยติดต่อให้น้องในครั้งแรกโอเคนะคะ แต่อยากให้น้องที่จะติวจริงๆเป็นคนติดต่อคุยเองมากกว่าค่ะ 

โปรดติดตามการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นได้ในบล็อกต่อไป และขอให้น้องๆทุกคนโชคดีจ้าาา

สำหรับน้องๆที่สนใจจะติวสำหรับเข้าสอบปี 2015 สามารถคุยได้ที่ LINE: aomnomm (สะดวกสุด) หรือจะโทรมาก็เบอร์เดิม 087-013-4999 

- พี่อ้อม <3


 Poster of Bashar al-Assad (© AP Photo - Muzaffar Salman)

สวัสดีค่าน้องๆวันนี้ไปเจอบทความบน Website MSN เกี่ยวกับปัญหาของประเทศซีเรีย เลย copy มาให้อ่านกันนะคะ ใครอยากดูภาพประกอบตามลิ้งค์ข้างล่างไปดูได้เลยค่ะ

...ตอนนี้ นานาชาติมหาอำนาจกำลังอยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจที่จะส่งกองกำลังทหารเข้าตอบ โต้การที่ฝ่ายกองทัพซีเรียใช้อาวุธเคมีโจมตีเข้าใส่ฝ่ายประชาชนผู้ต่อต้าน เรามาลองย้อนกลับไปดูเส้นทางประวัติศาสต์สมัยใหม่ ที่เป็นสาเหตุนำมาสู่วิกฤติการณ์ครั้งร้ายแรงของประเทศซีเรียอย่างในทุก วันนี้...
 เป็น เวลาช่วงหนึ่งหลังจากที่อาณาจักรออตโตมันล่มสลายภายหลังสิ้นสุดสงครามโลก ครั้งที่ 1  ประเทศซีเรียก็ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส อันเป็นส่วนหนึ่งของสันนิบาตชาติในช่วงปี 1920s การปกครองดังกล่าวทำให้ชีวิตของประชากรแทบจะต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของ ฝรั่งเศสไปเสียทุกอย่าง ซึ่งการกดขี่เช่นนั้นทำให้ชาวซีเรียเริ่มแสดงความต่อต้านต่อฝรั่งเศส แม้ฝรั่งเศสเองจะยินยอมให้ซีเรียได้อิสรภาพไปตั้งแต่ปี 1936 แต่ประเทศซีเรียเองก็ประกาศอิสรภาพอีกครั้งในปี 1941 แต่ซีเรียก็ไม่ได้ปกครองด้วยตัวเองอย่างเต็มรูปแบบจนกระทั่งปี 1946 ที่สหประชาชาติมีมติให้กองทัพฝรั่งเศสหน่วยสุดท้ายถอนกำลังออกจากซีเรีย



อิสรภาพ ในยุคแรกเริ่มของซีเรียถูกแทนที่ด้วยกองกำลังทหารฝ่ายต่างๆ ในช่วงที่อำนาจในการปกคริงยังถือเป็นของประชาชน กลับมีทหารจากฝ่ายต่างๆตระเวณไปมารอบตัวเมืองอยู่เสมอๆ จนกระทั่งนายพล Adib Shishakli เข้ายึดอำนาจในปี 1951 การเมืองภายในประเทศซีเรียจึงค่อยมีความมั่นคงขึ้นมาบ้าง แม้จะก่อให้เกิดการกดขี่ต่อกลุ่มผู้ต่อต้านไปพร้อมๆกัน อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาความมั่นคงจะยุติ เพราะไม่นานก็เกิดปัญหาขัดแย้งกันภายในกองทัพ รวมทั้งการกระแสต่อต้านจากกลุ่มพรรคการเมืองภายนอกทั้งหลายที่นำไปสู่การ เปลี่ยนตัวผู้นำในปี 1954 ในช่วงที่ประเทศกำลังมีแนวโน้มจะเกิดสงครามกลางเมือง



และด้วยความไม่ มั่นคงเหล่านี้เองจึงทำให้เกิดเป็นกลุ่มการเมืองต่างๆภายในซีเรีย ไม่ว่าจะเป็นพรรคบาธ(พรรคฟื้นฟูสังคมนิยมอาหรับ), พรรคภราดรภาพมุสลิม และ พรรคคอมมิวนิสต์



ด้วย สภาวะการเมืองที่ไม่แน่นอนของซีเรีย ทำให้กลุ่มการเมืองต่างๆหันไปมองหาแนวร่วมจากต่างประเทศ และการที่ซีเรียและอียิปต์ต่างก็มีนโยบายทางการเมืองที่คล้ายคลึงกัน จึงทำให้ทั้ง 2 ประเทศหันมาจับมือกันก่อตั้งเป็น สหสาธารณรัฐอาหรับ ในปี 1958



อย่างไรก็ตาม แม้ประธานาธิบดีของอียิปต์ นาย Gamal Abdel Nasser จะมีชื่อเสียงขึ้นมาในหมู่ชาติอาหรับนับตั้งแต่วิกฤติการณ์คลองสุเอซเมื่อปี 1956 แต่ซีเรียก็เริ่มไม่พอใจที่อียิปต์ดูจะมีอำนาจในสหสาธารณรัฐอาหรับเพิ่มมาก ขึ้นๆ จนทำให้กองกำลังทหารของอีกฝ่ายตัดสินใจยึดอำนาจจากรัฐบาลซีเรียในปี 1961 และหันมาก่อตั้ง สหสาธารณรัฐซีเรีย แทน



ซีเรีย ภายใต้การปกครองใหม่ก็ไม่ได้มีความมั่นคงต่างไปกับรัฐบาลเก่าเลย เพราะเพียงแค่ 18 เดือนต่อมา พรรคบาธ หรือ พรรคฟื้นฟูสังคมนิยมอาหรับ ก็มีส่วนร่วมในการนำการปฏิวัติโค่นล่มจับกุมฝ่ายอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ ของประเทศ นอกจากนี้พรรคบาธยังได้ทำการปฏิวัติในประเทศอิรักไปแล้วเมื่อหนึ่งเดือนก่อน หน้าด้วย อย่างไรก็ตามพรรคบาธในทั้ง 2 ประเทศก็ประกาศยุติความเกี่ยวข้องกันในปี 1966 แต่ยังคงรักษาความใกล้ชิดทางการเมืองไว้ตลอดหลายทศวรรษต่อมา ภายใต้รัฐบาลของนายซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำทางการอิรักที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดในปี 1979



หลัง จากที่แยกกับพรรคบาธในอิรักแล้ว พรรคบาธของซีเรียเองก็ยังคงไร้ซึ่งความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งกันภายในระหว่างผู้นำพรรค นาย Salah Jadid และเลขาธิการด้านความมั่นคงของเขา นาย Hafez al-Assad นั่นเอง



ใน เวลาเดียวกันนั้น การเมืองของซีเรียก็ยิ่งไม่มั่นคงมากขึ้นอีกหลังจากที่สูญเสียพื้นที่เขตที่ ราบสูงโกลันไปให้กับอิสราเอลในสงคราม 6 วันเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 1967 พร้อมๆกับที่ชาติพันธมิตรในอาหรับอย่างอียิปต์ก็สูญเสียคาบสมุทรไซนาย, จอร์แดนสูญเสียพื้นที่เขตเวสต์แบงก์ทางฝั่งตะวันตกแม่น้ำจอร์แดน ในขณะที่อิสราเอลสามารถเข้ายึดครองเมืองเยรูซาเลม ทั้งหมดนี้ภายในเวลาแค่ไม่ถึง 1 สัปดาห์ รวมทั้งยังมีความวุ่นวายจากการเข้าแทรกแซงในนามขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ ที่ต่อต้านชาวทรานส์จอร์แดนในช่วงวิกฤติกันยาทมิฬในสงครามกลางเมืองจอร์แดน เมื่อปี 1970 อีกด้วย



พัน เอกอัลอัสซาด ก่อการปฏิวัติโดยไม่มีการนองเลือกได้สำเร็จในปี 1970 และรีบก่อตั้งโครงสร้างการเมืองแบบเผด็จการขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การเมืองในประเทศซีเรียมั่นคงได้อย่างยาวนานที่สุด นับตั้งแต่สมัยของอาณาจักรออตโตมัน เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีจากการลงประชามติในปี 1971 และวางรากฐานการปกครองที่จะรักษาอำนาจของเขาได้อย่างมั่นคงไปนานกว่า 30 ปี



จริง อยู่ที่ว่าการปกครองของนายอัลอัสซาด นั้นนำความมั่นคงกลับมาสู่ประเทศอีกครั้ง แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขาเลือกก็ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อจัดการกับ กลุ่มผู้ไม่เห็นด้วย ยกตัวอย่างเช่นเมื่อครั้งที่เกิดเหตุปะทะกับกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคภราดรภาพ มุสลิมที่ Hama เมื่อปี 1982 ทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงตั้งแต่ 10,000 ไปจนถึง 40,000 คนเลยทีเดียว



นายอัสซาดใช้เวลาในช่วงแรกๆหลังได้ครองอำนาจหมดไปกับความพยายามที่จะเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นชาติมหาอำนาจยักษ์ใหญ่แห่งตะวันออกกลาง



เมื่อ วันที่ 6 ต.ค. 1973 ซีเรียก็เปิดฉากก่อสงครามแบบไม่ทันได้ตั้งตัวร่วมกับอียิปต์, อิรัก และจอร์แดน เข้าโจมตีพื้นที่ที่เป็นของอิสราเอลโดยมีเป้าหมายเพื่อทวงคืนพื้นที่ที่ราบ สูงโกลันกลับคืนให้ซีเรียและคาบสมุทรไซนายให้กับอียิปต์ สงครามดังกล่าวปะทุขึ้นมาในวันโยมคิปปูร์ ซึ่งถือเป็นวันที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในช่วงเดือนรอมฎอนของเยรูซาเลม หลังจบสงครามคาบสมุทรไซนายก็กลับมาอยู่ภายใต้การครอบครองของอียิปต์ แต่พื้นที่ที่ราบสูงโกลันยังคงเป็นของอิสราเอลอยู่



หนึ่งในผลลัพธ์ จากกองกำลังทหารซีเรียที่เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆได้แก่ การเข้ายึดครองชาติเพื่อนบ้านอย่างเลบานอนในช่วงปี 1976 ซึ่งก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองในเวลาต่อมา โดยทหารซีเรียได้ถอนกำลังทหารออกไปในปี 2005



การ ต่อต้านของประชาชนชาวซีเรียต่อรัฐบาลของนายอัลอัสซาดเริ่มลดราลงหลังจากที่ เขาได้เปลี่ยนแปลงนโยบายในการบริหารประเทศครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อทั้งชาติตะวันตกและชาติอาหรับในแถบเพื่อนบ้านกัน เองด้วย โดยซีเรียได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในกองกำลังทหารนานาชาติ ต่อต้านการบุกคูเวตของอิรักภายใต้การนำของนายซัดดัม ฮุสเซน เมื่อปี 1990 ซึ่งถือเป็นการยุติความสัมพันธ์กันอย่างสิ้นเชิงระหว่างพรรคบาธของนายอัลอัส ซาดในซีเรีย กับพรรคบาธของซัดดัม ฮุสเซนในอิรัก พร้อมทั้งเข้าร่วมการประชุมพหุภาคีกลางเพื่อสันติภาพตะวันออกกลางที่กรุง มาดริดเมื่อปี 1991 ทั้งยังเปิดเจรจาสันติภาพกับอิสราเอลว่าด้วยพื้นที่พิพาทแถบที่ราบสูงโกลัน ที่นับเป็นการพลิกบทบาทจากเมื่อครั้งช่วงปี 1970s ไปอย่างสิ้นเชิง



(ภาพ บนคือ นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล Ehud Barak (ซ้าย), ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายบิล คลินตัน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของซีเรีย Farouq al-Shara (ขวา) เมื่อปี 1999)



ใน ช่วงปี 1990s รัฐบาลของนายอัลอัสซาดก็เริ่มไม่มั่นคงเนื่องจากปัญหาทางด้านสุขภาพ ต่อมาในวันที่ 10 มิ.ย. 2000 นายอัลอัสซาดก็ถึงแก่อสัญกรรมไปด้วยวัย 69 ปี หลังปกครองซีเรียมานานกว่า 3 ทศวรรษ



และทันทีภายหลังจากที่นายอัลอัส ซาดถึงแก่อสัญกรรม รัฐสภาของซีเรียก็ได้ทำการบัญญัติกฎหมายใหม่ แก้ไขอายุต่ำสุดของผู้ที่จะสามารถขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ จาก 40 เป็ย 34 ปี เพื่อเปิดทางให้ นายบาชาร์ อัลอัสซาด บุตรชาย สามารถเสนอตัวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสืบทอดต่อจากผู้เป็นบิดาได้



นาย บาชาร์ อัลอัสซาด ทายาทอดีตประธานาธิบดีผู้ล่วงลับ ชนะการลงคะแนนเสียงประชามติเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2000  โดยไม่ได้ถูกต่อต้านแต่อย่างใด ชาวซีเรียต่างก็มีความหวังว่า ทายาทนายอัลอัสซาดคนนี้ ซึ่งได้รับการศึกษษตามแบบตะวันตก, จบปริญญาเอก จะนำพาประเทศให้ห่างไกลจากความเป็นเผด็จการ แต่กลับกลายเป็นว่า ช่วงเวลาภายหลังปี 2000-2001 ถูกเรียกว่า 'ดามัสกัสสปริง' หรือ การลุกฮือในดามัสกัส เนื่องจากกลายเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลของเขาจะไม่ยอมรับความเห็นต่างใดๆทั้งสิ้น



นายบาชาร์ อัลอัสซาด ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2007 ดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 ยาวนานต่อไปอีก 7 ปี และก็ยังคงไม่มีการต่อต้านอย่างเช่นเคย



นาย บาชาร์ อัลอัสซาด ต่อต้านการบุกอิรักที่นำโดยสหรัฐฯเมื่อปี 2003 และยังยิ่งสร้างความตึงเครียดมากขึ้นไปอีกหลังนายพลสหรัฐฯกล่าวหาว่า นายอัลอัสซาดให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบชาวอิรัก ให้โจมตีทหารสหรัฐฯและชาติพันธมิตร นอกจากนี้ ในระหว่างที่สงครามอิรักกำลังดำเนินอยู่ ซีเรียก็ยังถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารอดีตนายกฯเลบานอน Rafik Hariri จนทางสหรัฐฯตัดสินใจดำเนินการลงโทษซีเรีย จนทหารซีเรียต้องถอนกำลังออกจากเลบานอนในเดือนพฤษภาคม 2005 (ตามภาพ)



แม้ จะมีเหตุการณ์รุนแรงหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังดูเหมือนว่า นายอัลอัสซาดจะนิยมการเจรจามากกว่าสร้างความขัดแย้ง ดังเห็นได้จากการถอนทหารออกจากเลบานอน และการมีส่วนร่วมในการเจรจาสันติภาพสงครามระหว่างอิสราเอลและเลบานอนในปี 2006 นายบาชาร์ อัลอัสซาดยังแสดงความพยายามที่จะสานสัมพันธ์กับนานาชาติ โดยเฉพาะกับ รัสเซีย, อิหร่าน, ฝรั่งเศส และ อิสราเอลด้วย



กระแส การต่อต้านและการลุกฮือของกลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิดประชาธิปไตยแพร่สะพัดไป ทั่วชาติแถบอาหรับตั้งแต่ต้นปี 2011 มีการโค่นล้มผู้นำเผด็จการทั้งในตูนีเซีย, อียิปต์, ลิเบีย อันเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่ถูกเรียกว่า 'อาหรับสปริง' หรือการลุกฮือของชาติอาหรับนั่นเอง



สำหรับในซีเรียแล้ว กระแสการเรียกร้องการปฏิวัติเกิดขึ้นช้ากว่าประเทศอื่นๆ แต่ก็มีจำนวนประชาชนที่ร่วมชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษทางการเมืองก็ เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆทั่วประเทศ แม้ในตอนแรกท่าทีของนายบาชาร์ อัลอัสซาดจะดูยินยอมอ่อนตาม แต่ในภายหลังรัฐบาลของเขาก็สั่งดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ประท้วง โดยกองกำลังรักษาความปลอดภัยของรัฐบาลได้ยิงกระสุนใส่ผู้เข้าประท้วงจนเสีย ชีวิตเป็นจำนวนมากที่เมืองเดรา เมื่อเดือนมีนาคม 2011 เป็นการจุดกระแสการต่อต้านให้ยิ่งรุนแรงมากขึ้นทั่วประเทศ มีการสั่งการให้เคลื่อนพลรถถังเข้าสู่เมืองต่างๆ รวมทั้งในกรุงดามัสกัส เพื่อสลายการประท้วงของกลุ่มผู้ชุมนุมตั้งแต่เดือนพฤษภาคมในปีเดียวกันนั้น เอง



ความ รุนแรงยังคงปะทุขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มผู้ต่อต้านนายอัสซาดเริ่มจัดการบริหารที่เป็นระบบมากขึ้นด้วยการก่อ ตั้ง สภาแห่งชาติซีเรีย และเพื่อเป็นการตอบโต้ กองกำลังรัฐบาลจึงยิ่งเพิ่มมาตรการความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ประท้วงหนักยิ่ง ขึ้นไปอีก ดังเห็นได้จากการทิ้งระเบิดใส่เมืองฮอมส์ และเมืองที่สำคัญอื่นๆด้วย



ทั้งประเทศต้องวนเวียนอยู่กับเหตุสงคราม กลางเมือง มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 100,000 คน ในขณะที่ประชาชนอีกกว่า 2 ล้านคนต้องอพยพหนีภัยสงคราม และหลังเกิดเหตุโจมตีด้วยอาวุธเคมีเข้าใส่กลุ่มผู้ต่อต้านที่ต้องสงสัยว่า เป็นฝีมือของฝ่ายรัฐบาล จุดประกายให้นานาชาติเริ่มหวั่นวิตกและพยายามมิงหาวิธีการเข้าแทรกแซงภายใต้ กระแสความหวั่นเกรงว่าจะซ้ำรอยสงครามอิรัก หรืออาจทำให้สงครามลุกลามไปไกลเกินกว่าแค่ในซีเรียก็เป็นได้


Credit: http://news.th.msn.com/%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B9-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87#image=1

สรุปสั้นๆคือเมื่อก่อนมันจะมีกฎหมายที่เรียกว่า DOMA ที่ย่อมาจาก Defense of Marriage Act มาทำให้คู่รักที่เป็นเพศเดียวกันไม่สามารถแต่งงานกันได้ (ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละรัฐ ว่าอนุญาติให้แต่งได้มั้ย เป็น State Law) แต่รัฐบาลกลางไม่ยอมรับเพราะฉะนั้นการแต่งงานก็จะถึงว่ายังไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร แต่เมื่อไม่นานมานี้ก็มีการตัดสินจากศาลสูง (US Supreme Court) ของอเมริกาว่าไอ้ข้อบัญญัติที่บอกว่า Marriage หมายถึงการแต่งงานของเพศตรงข้าม (หญิง กับ ชาย) เท่านั้น เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักรัฐธรรมนูญของประเทศอเมริกาที่พูดถึง equal protection หรือการได้รับความคุ้มครองอย่างเสมอภาคกัน และ  DOMA เป็นการ discriminate หรือ กีดกันคู่รักเพศเดียวกันไม่ให้ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเหมือนคนอื่น ทำให้ปัจจุบัน Federal Government ที่แต่ก่อนไม่ย้อมรับ หรือ recognized  การแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกัน สามารถยอมรับเช่นออกกรีนการ์ด หรือ ให้คู่สมรสเพศเดียวกันได้รับสิทธิประโยชน์ของคู่สมรสได้ (สินสมรส, ประกันชีวิต, การอพยพ, ฯลฯ) ง่ายๆคือสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆที่คู่สมรสชาย หญิง มีได้จ้า

เพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2015 ศาลสูงของอเมริกามีการตัดสินให้การแต่งงานของเพศเดียวกันมีความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมกันกับการแต่งงานระหว่างชาย หญิงแล้วค่ะ โดยให้ถือว่า same sex marriage เป็น right หรือสิทธิของคนทุกคน มีความสำคัญที่ทำให้ทุกๆรัฐในประเทศอเมริกาต้องอนุญาติให้มีการแต่งงานและยอมรับ คือไม่ยอมไม่ได้เพราะเป็นคำตัดสินของ Supreme Court ที่มีรากฐานจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ

ปล. ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ก็เป็นปธน. ของอเมริกา คนแรกที่ออกมาสนับสนุนสิทธิคู่รักเพศเดียวกันอย่างเปิดเผยในขณะดำรงตำแหน่งอยู่ค่ะ

ใครอยากรู้ลึกรู้จริงก็หาอ่านเพิ่มเติมได้

http://en.wikipedia.org/wiki/Defense_of_Marriage_Act

http://en.wikipedia.org/wiki/United_States_v._Windsor

เดี๋ยวโพสหน้าจะมาคุยเรื่อง Gay marriage กันแบบลงลึกอีกทีนะคะ

เริ่มรับติวเข้า BAS อีกครั้งวันที่ 25-29 ธ.ค. 55 และ 3-29 ม.ค. 56 ค่ะ

ค่าเรียน
เดี่ยว 4,500.-
2 คน (คนละ) 3,000.- บาท
3-4 คน (คนละ) 2,700 บาท


นัดวันแล้วมัดจำได้เลย 1,500 บาท และชำระส่วนที่เหลือวันแรกที่มาเรียนค่ะ


ไฟล์ชีท ราคา 300 บาท (.pdf)

ชำระค่าชีทและมัดจำด้วยการโอนเงินเข้าธนาคาร

กสิกรไทย 732-2-90783-9 (ออมทรัพย์)
ชื่อ ปานทิพย์ กาญจนกิตติชัย

สนใจรายะลเอียดเพิ่มเติมติดต่อพี่อ้อมได้ที่เบอร์ 087-013-4999 (whatsapp/line)


Universal Healthcare, Obamacare, Afforable Care Act หรือ Healthcare Reform ทั้ังหมดคือเรื่องเดียวกันนะคะ เป็นนโยบายของโอบาม่าที่จะใช้อำนาจของ Federal Government ในการออกกฎหมายเพื่อช่วยให้ชาวอเมริกันทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลด้วยความเท่าเทียมกัน ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีทั้งคนที่สนับสนุน และคนที่ไม่สนับสนุนความเห็นหลากหลายมากมาย และก็ได้มีการถกเกถียงเป็นอย่างมากในช่วงแรกว่ากฎหมายดังกล่าวขัดกับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญสูงสุดของประเทศหรือไม่ และเมื่อเร็วๆนี้ก็ศาลสูงสุดของอเมริกา หรือ Supreme Court ก็ได้มีการตัดสินว่า Healthcare Law ของโอบาม่านั้นไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ และชาวอเมริกันทุกคนจะต้องมี Health Insurance ภายในปี 2014 การตัดสินของศาลสูงครั้งนี้มีผลต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึงในสิ้นปี (เดือนพฤศจิกายน) นี้เป็นอย่างมาก ในฝ่ายคนที่เชียร์โอบาม่าก็เห็นว่าเป็นชัยชนะของโอบาม่า เพราะว่าจะทำให้คนมาโหวตให้โอบาม่ามากขึ้น แต่ฝ่ายที่เชียร์คู่แข่งของโอบาม่า Governor Mitt Romney (Massachusettes) ก็บอกว่าเนี่ยแหละเป็นเหตุผลที่ต้องเลือก Romney เพราะว่าประธานาธิบดีคนใหม่เท่านั้นที่จะ Repeal Obamacare ได้

การเลือกตั้งที่จะมาถึงในสิ้นปีนี้ถือว่าเป็น Hot Topic ในอเมริกาเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสน้องๆควรเปิดเว็บของ cnn เพื่อติดตามข่าวสารการเคลื่อนไหวของการเลือกตั้ง รวมถึงเรื่องราวที่เป็นประเด็นสำคัญของประเทศอเมริกาในทุกๆด้าน ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่เรื่องการเมืองเท่านั้นนะคะ จะเรื่องบันเทิง หนัง ละคร ฯลฯ อย่างน้อยก็ควรจะรู้ว่าสิ่งที่มันดังๆเป็นสัญลักษณ์ของอเมริกามีอะไรบ้าง และอะไรที่ไม่ใช่ของอเมริกา



                น้องๆอาจะเคยได้ยินกันมาบ้างกับการเรียนมหาวิทยาลัยให้จบภายใน 3 ปี ครึ่ง วันนี้พี่มีข้อแนะนำเล็กๆน้อยๆมาบอกน้องๆว่าทำไมการจบสามปีครึ่งถึงไม่ยากอย่างที่คิด คนไม่เก่งก็เรียนจบสามปีครึ่งได้ เคล็ดลับมีสามข้อ...เอง

ข้อ 1. "ลงเยอะ" เยอะในที่นี้คือ 6 วิชาเท่านั้นเองซึ่งถ้าเทียบกับการเรียน ม.ปลายแล้วพี่ว่าเรียนมหาลัย หกวิชามันง่ายกว่าเยอะ เพียงแต่เราก็พยายามลองสังเกตุดูว่าวิชาไหนจะเน้นสอบปลายภาค และวิชาไหนสอบในห้อง หรือเน้นการเข้าเรียนทำงานระหว่างภาคมากกว่า แล้วก็พยายาม "กระจายความเสี่ยง" ออกไป โดยการเลือกวิชาเหล่านี้มาปนๆกัน

หมายเหตุ: หลังจากน้องสอบติดแล้ว ในวันปฐมนิเทศน์ทางโครงการจะมีการแจก Handbook ซึ่งในนั้นจะมีแผนการเรียนต่างๆให้ ก็ลองสังเกตุดูว่าเทอมไหนเค้ามีวิชาบังคับแค่ 5 ตัว เราก็ลองไปดูรายชื่อวิชา Free Electives ดูแล้วพอเวลาลงทะเบียน ก็แอดเพิ่มวิชาที่ต้องการลงไป แค่นี้ก็ได้เรียนเทอมละ 6 ตัวแล้ว

                แต่ช้าก่อนมีข้อเตือนใจนิดนึงว่า ตามแผนที่เรียนถ้าวิชาไหนเค้าวางแผนมาให้อยู่แล้ว ก็เรียนไปตามนั้น ไม่สมควรเอาวิชาบังคับของแต่ละภาคมาเรียนก่อน.. สมมติว่า International Relations เป็นวิชาที่เค้าให้เลือกตอนอยู่ปีสูงแล้วก็ควรจะเก็บไว้เรียนตอนนั้น เพราะถึงแม้เค้าไม่ได้บังคับ แต่ถ้าราอยู่แค่ปีหนึ่งแต่ไปเรียนวิชาของปีสาม มันจะยากและทำให้เราเรียนไม่ได้ เพราะวิชาของ BAS มันจะเรียนเป็นลำดับขั้น และแทบทุกวิชาจะมีความเกี่ยวข้องกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราแตกแถว เราอาจจะเรียนไม่ไหว แล้วก็เสียงเงินค่าลงทะเบียนไปเปล่าๆ (ยิ่งวิชาแนว Social Studies ยิ่งไม่ควรรีบลง ปล่อยให้เป็นไปตามแผนดีกว่านะจ้ะ)
ข้อ 2. "เรียนซัมเมอร์" การเรียนช่วงซัมเมอร์ โครงการอนุญาตให้ลงได้เต็มที่ 2 ตัว ต่อหนึ่งภาค แต่ส่วนใหญ่จะมีคนอยากเรียนซัมเมอร์มากเพราะฉะนั้น เวลาเค้าเปิดให้ลงทะเบียนต้องรีบเข้าไปลงนะ (9 โมงเช้า) ตื่นสายก็อดจ้าา

หมายเหตุ: พี่คิดว่าการลงซัมเมอร์เป็นสิ่งที่ดีนะ ลงได้ก็ลง แต่ไม่ต้องไปซีเรียสกับมันมาก สัก หนึ่ง หรือ สองตัวก็พอแล้ว

ข้อ 3. "ตกน้อย" หรือ ถ้าไม่ตกเลยยิ่งดี การเรียนมหาลัยสำหรับพี่เทอมแรกคือเทอมที่ได้คะแนนแย่ที่สุด เนื่องจากไม่เคยมีใครบอก ไม่เคยต้องมานั่งจดเลกเชอร์ ไม่เคยที่จะต้องอ่านหนังสือ เพราะฉะนั้นมันเป็นปัญหาของการปรับตัว โดยเฉพาะน้องที่เรียนโรงเรียนไทยมาต้องปรับเรื่องการฟังมาก ดังนั้นให้ตั้งใจเข้าเรียนทุกคาบ อย่าโดด อย่าขาด เพื่อประโยชน์ของตัวเอง

หมายเหตุ: วิชาที่รหัสขึ้นต้นด้วย TU เกรดผ่านคือ D และสำหรับ BS เกรดผ่านคือ C และถึงแม้จะเป็นโครงการอินเตอร์ แต่การที่จะได้ A นั้นก็ไม่ง่าย ส่วนการที่จะตกก็ไม่ยากเช่นกัน เวลาอาจารย์อธิบายการให้คะแนนอะไรก็สมควรจะฟังและจำไว้ด้วย เพราะการให้คะแนนของอาจารย์แต่ละคนนั้นแตกต่างกัน และการที่จะอัพเกรดตัวเองขึ้นมาก็ไม่ง่ายเลย ก็เลยอยากบอกว่าทำเทอมแรกให้ดีๆหน่อย แล้วเทอมต่อๆมามันจะดีเอง

โชคดีนะทุกคน

โอ้วว ตอนนี้ BAS มีกฎใหม่เรื่องการเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มสำหรับคนที่สอบได้คะแนนภาษาอังกฤษไม่ถึงเกณฑ์ (คะแนนน้อยตอนที่ยื่นใบสมัคร) ก็ต้องไปสอบใหม่ให้ถึงเกณฑ์ (เกณฑ์อะไรลองเช็คด้วยตัวเองอีกทีนะ แหะๆ) แต่พี่คิดว่าไม่ต้องไปสอบใหม่หรอก เปลืองตังค์ ค่อยมาเรียนตอนเปิดเทอมเอาก็ได้ค่ะ ราคาถูกกว่าด้วย และ ไม่ได้เสียเวลาเท่าไหร่ ยังจบสามปีครึ่งได้เช่นกันจ้า :)
เข้ามาได้แล้วขอให้ตั้งใจเรียนพี่จะมาโพสคำแนะนำต่างๆไว้ในนี้ เข้ามาแล้วก็อ่านได้ หรือ โทรมาถาม อีเมล์มาถามก็ได้ค่ะ แล้วเจอกันตอนเปิดเทอมนะคะ :)
US Facts

http://www.factmonster.com/us.html
http://www.usconsulate.org.hk/pas/kids/facts.htm
http://kids.nationalgeographic.com/kids/places/find/united-states-of-america/

UK Facts
http://www.woodlands-junior.kent.sch.uk/customs/questions/ukfacts.htm
http://projectbritain.com/geography/Britain.html

US Embassy พวกข่าวอัพเดทเกี่ยวกับไทยและอเมริกา
http://bangkok.usembassy.gov/

UK Embassy
http://ukinthailand.fco.gov.uk/th/

UN
http://www.un.or.th/

White House Youtube Channel ฝึกการฟังด้วยได้สาระด้วย โอบาม่าพูดชัดมากฟังไม่ยากจ้า แล้วพยายามจับประเด็นสำคัญๆ แล้วลองฝึกคิดว่าเรามีความเห็นยังไงกับเรื่องนั้นๆ :)

http://www.youtube.com/user/whitehouse?blend=1&ob=0

ดูวีดีโอ โอบาม่า State of Union เหมือนรายงานประจำปี
หาดูพวก Newt Gingrich and Mitt Romney and Rick Perry โต้วาทีกันหาเสียงเลือกตั้ง 2012
สวัสดีค่ะน้องๆตอนนี้พี่เพิ่งทราบข่าวว่าปีนี้ข้อสอบเข้าโครงการ BAS ในช่วงเช้าเดิมทีมีแต่ข้อเขียนจะมีเพิ่มเป็นข้อสอบปรนัย Multiple Choices อีก 40 ข้อนะคะ จะถามเกี่ยวกับ General Knowledge ใครที่เคยซื้อชีทพี่ไปก็อ่านดูดีๆนะคะ และตรงไหนไม่เข้าใจ หรือ อ่่านแล้วไม่แน่ใจก็ Search หาเพิ่มเติมด้วยค่ะ อย่าหวังพึ่งแต่ชีทนะคะเพราะ General Knowledge มีเยอะจิงๆ ข้อให้น้องทุกคนโชคดีค่ะ

ปล. ปีที่ Christopher Columbus ค้นพบทวีปอเมริกา คือปี 1492 นะคะ ไม่ใช่ 1942 พิมพ์สลับอย่างรุนแรงขอโทษด้วยนะคะน้องๆ แหะๆ :)
สวัสดีจ้า ตอนนี้ทางโครงการได้มีการเลื่อนวันสอบออกไปจากวันที่ 3 มีนาคม 2555 เป็นวันที่ 10 มีนาคม 2555 นะคะ

เริ่มขายใบสมัคร และ รับสมัครสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์วันที่ 9 มกราคม ถึง 10 กุมภาพันธ์ 2555

รายละเอียดเพิ่มเติมตามลิ้งค์ข้างล่างนี้เลยนะคะ

http://basthammasat.org/index.php?option=com_content&view=article&id=23&Itemid=10

สนใจติดต่อเรื่องติว หรือ ซื้อชีทที่พี่อ้อม 0870134999 ด่วนจ้า (:

ใครที่มีปัญหาเรื่องเอกสารให้มาสมัครก่อนได้เพื่อให้พี่ที่โครงการตรวจสอบให้นะคะ สามารถมายื่นเอกสารเพิ่มเติมทีหลังได้ค่ะ
http://yearinreview.yahoo.com/2011/blog/7055/2011-a-choronological-look-back/

ระหว่างรอพี่สรุปปก็เข้าไปอ่านข่าวบ้างนะจ้ะน้องๆ ช่วงสิ้นปีจะมีสรุปข่าวของปีที่แล้วยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ (:
สวัสดีจ้าน้องๆทุกคน ตอนนี้พี่กลับมา กทม.แล้วใครสนใจเรื่องชีทสามารถโอนเงินเข้าบัญชี เสร็จแล้วพี่จะส่งไฟล์ eBook ไปให้ทางอีเมล์ค่ะ

ขั้นตอนการสั่งซื้อชีท
1. โอนเงินเข้า ธนาคารกสิกรไทย ประเภทออมทรัพย์ เลขที่ 732-2-90783-9
ชื่อบัญชี ปานทิพย์ กาญจนกิตติชัย (Panthip Kanjanakittichai) จำนวนเงิน 300.- (สามร้อยบาทถ้วน)
2. ส่ง SMS มาบอกที่เบอร์ 0870134999 พร้อมกับอีเมล์ของน้องที่ต้องการให้พี่ส่งไฟล์ชีทไปให้นะคะ

เสร็จเรียบร้อยพี่ก็จะส่งอีเมล์ แนบไฟล์ชีทไปให้

สำหรับคนที่สนใจติวด้วยก็นัดเวลาเลยนะคะ หรือ โทรมาสอบถามเพิ่มเติมก่อนได้ที่เบอร์เดิม 0870134999

เรื่องหมายกำหนดการต่างๆคาดว่าน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจากปีก่อนๆแน่นอน ตอนนี้โครงการจะเปิดการเรียนการสอนชดเชยในช่วงเดือนธันวาคม น่าจะมีการเริ่มขายใบสมัครในช่วงนี้ ส่วนเรื่องวัน เวลาสอบยังไงมีความคืบหน้าอย่างไรจะแจ้งให้ทราบอีกทีนะคะ
อะแฮ่มๆ สวัสดีจ้าน้องๆและผู้ที่สนใจจะอ่านทุกๆคน ต้องขอโทษด้วยที่หายไปนานพอควร เพิ่งกลับมาจากประเทศอเมริกานะ (ไป Work and Travel มาจะ) พอเช็คอีเมล์ปรากฏว่ามีน้องๆเมล์มาถามถึงการเตรียมตัวสอบเข้า BAS หลายคนพอสมควรจึงเห็นเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะอัพเดตข่าวสารเสียหน่อย คิคิ


น้องคนไหนสนใจ และพร้อมแล้วให้โทรมาติดต่อ นัดเวลากับพี่ได้เลยที่่เบอร์  
087-013-4999

รายละเอียด
วัน / เวลา: เสาร์, อาทิตย์ และ วันจันทร์
ช่วงเช้า (9:30-13:00)
ช่วงบ่าย (14:00-17:30)

สถานที่: สยามดิสคัฟเวอร์รี่ หรือ ธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

ค่าใช้จ่าย
 (รวมชีทแล้ว)


เดี่ยว - 4,500 บาท
กลุ่ม 2 คน - คนละ 3,000 บาท
กลุ่ม 3-4 คน - คนละ 2,700 บาท

ไม่ได้เข้ามาอัพซะนาน ตอนนี้น้องๆที่ติวกับพี่เมื่อช่วงต้นปีก็ได้สอบและประกาศผลไปเป็นทีเรียบร้อยแล้วนะจ้ะ เข้าไปดูรายละเอียด และรายชื่อเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กันได้ที่ www.basthammsat.org  สรุปคือ เท่าที่พี่ทราบส่วนใหญ่น้องๆที่ติวกับพี่ ก็จะสอบเข้าได้ซึ่งพี่ก็ดีใจด้วยนะคะ เข้ามาได้แล้วก็ทำให้ดีที่สุดละกัน

ขอพูดถึงคนที่ไม่ได้ก่อน คือพี่ก็ยังไม่แน่ใจนะว่าใครได้ใครไม่ได้บ้างเพราะบางคนก็ไม่ได้บอกพี่ แต่เท่าที่รู้คนที่ได้ก็คือคนที่พี่คิดแล้วว่าต้องได้ ประมาณว่าซื้อหวยก็คงถูกไปแล้ว คือไม่ได้บอกว่าตัวเองติวเก่งหรืออะไรนะ เพราะการติวของพี่ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการเตรียมความพร้อมในด้าน "ความรู้" เป็นหลัก ไม่ได้ติว "แกรมม่าร์" การติวของพี่คือเน้นให้น้องมีความรู้กว้างๆ และความรู้รอบตัวเพื่อจะได้นำไปใช้เขียนสอบ และสัมภาษณ์ได้ แต่ปัญหาของน้องที่สอบไม่ได้ (คือที่เงียบหายไปส่วนใหญ่) เท่าที่สังเกตุตอนที่สอนๆจะมาจาก..

1.ยังขาดความตั้งใจจริง ไม่พร้อม(หรือบางคนรู้ตัวช้าไปอะไรแบบนี้ ทำให้สมัครสอบไปแล้ว แต่ไม่มีคะแนนภาษาอังกฤษมายื่น หรือไม่ก็ไม่ผ่านเกณฑ์) - เมื่อรู้แบบนี้แล้ว น้องๆที่คิดจะสมัครเข้าที่นี่ในปีหน้าควรที่จะไปสอบภาษาอังกฤษ (TU-GET หรือ IELTS) ไว้เลยเพราะคะแนนพวกนี้เก็บได้สองปี คือถ้าผ่านก็ผ่าน แต่ถ้าไม่ผ่านจะได้มีเวลาไปสอบอีกครั้งได้ เพราะที่นี่ถึงแม้จะเป็นคณะอินเตอร์ฯ แต่กำหนดการต่างๆออกโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่อะลุ่มอะล่วยเหมือนที่อื่นนะ
**และที่สำคัญไม่ใช่ว่ามีตังค์ก็จะเรียนได้ทุกคน เพราะรับแค่ปีละ 100 คน ถึงแม้บางคนจะลาออก ไม่มาเรียนแล้วก็ไม่เกี่ยว ตัวสำรองมีวันหมดอายุ อย่าชะล่าใจเป็นอันขาด!! เพราะคนมาสอบคณะนี้ถึงไม่ได้เยอะเป็นพัน ก็จริง แต่ก็ไม่เคยต่ำกว่า 250 นะ (แปล่ามีคนไม่ได้แน่นอน)

2.ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษในด้านการเขียน - อย่างที่พูดไปแล้วว่าการติวของ BAS Tutor เนี่ยเป็นการเตรียมความพร้อมในด้านความรู้ เพราะฉะนั้นใครที่จะมาติวกับพี่ (หรือไม่ติวก็ตาม) ต้องมีพื้นฐานในการเขียนที่ดีติดตัวมาแล้วพอสมควร เรื่องภาษามาหวังพึ่งพี่ไม่ได้นะ เพราะพี่ไม่ได้เน้น คือดูให้ได้ บอกให้ได้เล็กน้อย แต่ต้องไปฝึกเอาเอง น้องบางคนที่มาติวกับพี่ คือถ้ามีพื้นฐานการเขียนดีอยู่แล้ว พี่แนะเค้านิดเดียวเค้าก็ไปกระจาย ต่อยอดความคิดได้ แต่คนไหนเขียนก็ไม่ได้ ความรู้รอบตัวก็ไม่ค่อยมี อย่างนี้ถึงสอบเข้าได้ แต่เข้าไปเรียนแล้วก็จะลำบากจ้า เพราะฉะนั้นอย่ามาหวังพึ่งน้ำบ่อหน้า (คือการมาเน้นติวเอาตอนใกล้สอบ) ให้เตรียมตัวเองในด้านอื่นๆมาให้พร้อมจะดีที่สุด

อ้อ เดี๋ยวจะขยายความให้ฟังนิดนึงแล้วกันว่า "พื้นฐานภาษาอังกฤษด้านทักษะการเขียน" เนี่ยมันคืออะไร ประมาณไหนถึงถือว่าดี - บอกให้ก็ได้ว่าถ้าถามพี่ ขอแค่อ่านรู้เรื่องก็พอแล้ว แต่ไม่ได้หมายถึงอ่านรู้เรื่องแบบสะกดถูกอะไรแบบนี้อย่างเดียวนะ เพราะการเขียนก็คือการสื่อสารอย่างนึง เพราะฉะนั้นใครที่เขียนแล้วพี่เข้าใจว่าต้องการจะสื่ออะไร สำหรับพี่(และคิดว่าอาจารย์ที่ตรวจข้อสอบก็ด้วย) ก็เป็นสิ่งที่พอแล้ว... แต่ ก็ยังรับประกันไม่ได้อยู่ดีนะว่าจะเข้าได้รึเปล่า เพราะ การสอบเข้าให้คะแนนการเขียน 60 การสัมภาษณ์ 40 แปลว่าเขียนสื่อสารเก่งอย่างเดียวก็อาจจะไม่พอ ซ้ำยังอาจจะมีคนที่เค้าเก่งกว่าเรามาสอบด้วยก็ได้ สรุปคือไปเตรียมตัวด้านภาษาอังกฤษมาให้ดีๆ ข่าว เข่อว อะไรยังไม่ต้องไปอ่านค่อยมาหาซื้อชีท หาติวทีหลังยังทัน (แค่ดูข่าวสามมิติตอนกลางคืนทุกวันไม่ทึบมากก็ถือว่ามีความรู้รอบตัวพอควรแล้ว)

3.การสนทนาพื้นฐาน การสอบสัมภาษณ์ของ BAS ถ้าเทียบกับคณะอื่นๆแล้วจากที่น้องบางคนเล่ามา ถือว่าไม่โหด ชิลๆมาก เค้าจะถามเราเกี่ยวกับเรื่องทั่วไป แต่ถ้าใครดูเก่งเค้าก็อาจจะถามลึก อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาจารย์แต่ละท่าน - ปัญหาที่พี่เจอในน้องบางคน ซึ่งถือว่าเป็นส่วนน้อยมาก พูดไม่รู้เรื่องเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นอะ เพราะประเทศไทยก็สอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนมาตั้งแต่แบเบาะละ ซึ่งพี่คิดว่าไม่น่าจะเป็นด้านความรู้ น่าจะเป็นด้านความมั่นใจมากกว่า บางคนพูดเสียงเบาๆ แผ่วๆ อย่างนี้ก็ถือว่าเสียบุคลิกนะ คือเอาเป็นว่ามั่นๆเข้าไว้แล้วกัน อย่าไปกังวลว่าเราจะพูดผิด หรือ อายอะไรมาก เพราะทำใจไว้เลยว่าเข้ามาแล้วไม่ช้าก็เร็วได้พูด ได้ตอบ ได้พรีเซ้นต์เป็นภาษาอังกฤษแน่ๆๆๆๆ 10000000%

รวมๆแล้วสิ่งที่อยากฝากน้องๆรุ่นต่อไปก็คือ "การเตรียมตัว" และ "ความตั้งใจ" นี่แหละที่สำคัญที่สุดในการสอบเข้าไม่ว่าจะที่ไหนอะไรยังไงก็ตาม อย่าไปคิดว่าเราไม่เก่ง บลา บลา บลา ท้อซะเปล่าๆนะ ฟุ้งซ่านด้วย เอาเวลามาพัฒนาตัวเองดีกว่า ตัวพี่เองก็ไม่เคยไปเรียนพิเศษอะไรที่ไหน ไม่ได้เรียนอินเตอร์อะไรมา ซัมเมอร์ต่างประเทศอะไรก็ไม่เคยไปอ่า อาศัยว่าใจชอบ(ภาษา) ก็พยายามฝึกฝนด้วยตัวเอง ดูหนังฝรั่งบ้าง คุยกับเพื่อนฝรั่งบ้าง อาจจะฟังดูไร้สาระนะ แต่ประเด็นคือเรื่องภาษาอะ พี่ว่ามันเป็นอะไรที่ต้องใช้บ้าง ไม่ใช่อยากเก่งอยากอะไรมากมาย แต่หวังพึ่งเอาจากคนอื่น โดยการไปเสียเงินเสียทองไรมากมายกับการเรียนภาษาอังกฤษทั้งๆที่มันไม่ใช่อะไรที่ยากเกินความสามารถเลย บางคนอ่อนจริงก็อาจจะไปเรียนเอาหลักการ แล้วก็มาฝึกต่อเองที่บ้านอย่างนี้ก็ได้ (= =" พิมพ์แล้วเหนื่อย) และที่สำคัญอย่าเรียนตามเพื่อน มันเสียเวลา เจอมาหลายคนแล้วเห็นเพื่อนไปเรียนที่นู่นที่นี่แล้วก็ตามกัยไปเป็นโขยง แต่สุดท้ายก็เรียนไม่ไหวบ้าง รู้ตัวทีหลังว่าชอบอย่างอื่นบ้าง

รู้อย่างนี้แล้วก็รีบไปสำรวจตัวเองเลย มีปัญหาอะไรก็อีเมล์มาหา มาถามมาคุยได้ที่ BAS.tutor@gmail.com [ลองเอาที่ตัวเองเคยเขียนมาให้พี่ดูก็ได้ว่าระดับภาษาของน้องเนี่ยประมาณไหน ไม่คิดตังค์ถือว่ารุ่นพี่รุ่นน้องช่วยๆกัน]

สำหรับคนที่สอบเข้ามาได้แล้ว อยากรู้เรื่องอะไรก็ถามพี่ๆทุกคนได้เลย วัน First Meet คงได้เจอกัน จะเป็นวันไหนที่ไหนยังไงต้องถามพี่ปีหนึ่งตอนนี้ดู ส่วนเรื่องการเรียนพี่ก็อยากแนะนำว่าช่วงนี้ปิดเทอมอยู่ว่างๆอ่ะ ให้ฝึกฟังไว้เยอะๆ เพราะอย่างที่รู้การเรียนการสอนจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด คนไหนมาจากอินเตอร์ก็จะได้เปรียบด้านนี้ไป อาจจะออก start ได้ดีกว่าคนอื่น ถ้าน้องคนไหนไม่เคยเรียนแบบนี้มาก่อน ช่วงเทอมแรกก็ต้องฟิตตัวเองดีๆเลย เพราะว่าถ้าเกรดเทอมแรกไม่ดีแล้วการจะอัพขึ้นมาค่อนข้างยากมากเลยทีเดียว (จากประสบการณ์ส่วนตัว >.<") อีกอย่างคือคณะเราถึงแม้จะเป็นศิลปศาสตร์ แต่ไม่มีการมาสอนภาษาอังกฤษ การเขียน การอ่านนะ ยกเว้นพวกที่ต้องเรียน EL หรือวิชาภาษาอังกฤษนั้นแหละ ซึ่งเพื่อนพี่ที่เรียนไปแล้วเค้าบอกว่าไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ ส่วนวิชาพวก Reading and Writing ต่างๆที่ต้องเรียนเทอมสอง อะไรแบบนี้เค้าก็จะไม่มานั่งสอนแกรมม่าร์ให้เรา เค้าจะสอนการเขียนแบบถูกวิธีให้ เช่น เวลาเขียนอะไรที่เป็นการเป็นงานเนี่ยต้องไม่ใช้คำประเภทไหน และมีกฎอะไรในการเขียนบ้าง เวลาเขียนแกรมม่าร์ผิดเค้าก็จะหักคะแนน แล้วก็บอกรวมๆว่าภาษาไม่ดีบ้างอะไรบ้าง แต่จะไม่มีนั่งสอน Tenses อะไรแล้ว.

ส่วนใครที่เคยมาถามพี่ว่าต้องเตรียมตัวไปหาหนังสืออะไรมาอ่านตอนนี้เลยมั้ย? ยังไม่ต้อง! เอาเวลามาฝึกภาษาตัวเองให้ดีก่อนดีกว่า เพราะมันเป็นปัจจัยหลักในการเรียน ถ้าเราฟังไม่เข้าใจ แล้วเราจะมาเขียนเล้กเชอร์/สอบได้ยังไง ใช่มั้ย? มีอะไรยกมือถามได้เลย แต่ขอที่มันเป็นเรื่องเป็นราวไม่ใช่อะไรที่ไร้สาระ เช่น ถามว่าไอ้คำง่ายๆที่เค้าพูดไปสะกดยังไง -*- มันเสียเวลาคนอื่นเค้า แล้วก็เป็นการ "โชว์โง่" แบบไร้ประโยชน์ รอถามเพื่อนข้างตอนเรียนเสร็จหรือ ถามอาจารย์ตอนหมดคาบก็ได้ (เดี๋ยวจะมาบอกเรื่องการจด Lecture อีกที อันนี้เริ่มจะยาวไปละ)

สุดท้ายนี้ก็ปิดด้วย "คำขอ" ส่วนตัวของพี่เอง - ขอเลยนะ, พวกคุณหนูๆทั้งหลาย********เข้ามาได้แล้วก็ช่วยทำตัวให้มันดีๆ ถึงแม้อาจารย์จะเป็นชาวต่างชาติ ไม่ได้ซีเรียสกับมารยาทเท่าไหร่ แต่ไอ้การใช้ BB iPhone iPad อะไรต่างๆในห้องเรียนมันถือว่าเป็นการไม่สุภาพอย่างร้ายแรง (รู้พี่นี่หละตัวดี แต่มันเตือนยาก ก็เตือนน้องๆนี่แหละ ประวัติยังขาวสะอาดอยู่) ฝรั่งเนี่ยเค้าคาดหวังให้นักศึกษาที่อยู่ระดับมหาลัยแล้วมีความรับผิดชอบประมาณนึง ไม่ถึงกับว่าจะต้องทำงาน 8 jobs เหมือนเด็กฝรั่งอะไรอย่างนั้นหรอก แค่เรื่องการเรียนมาให้ ตรงเวลา สายมากก็ไม่ต้องด้านหน้าเข้าไปเพื่อเอา attendance (มันทุเรดบอกตามตรง) แนะนำว่าให้มองฝรั่งที่ต้องออกจากบ้านมาอยู่เอง กู้เงินเรียน ทำงานไปด้วยอีก แล้วเอามาเปรียบเทียบแล้วกันว่าพวกเราโชคดีแค่ไหนแล้ว 


*อย่าให้ใครมาว่าเด็ก BAS ธรรมศาสตร์ ได้อีกว่าไฮโซบ้างดีแต่ใช้เงิน คุณหนูบ้าง (เพราะเค้าเอาไว้ว่าเด็กจุฬาฯ เรื่องคุณหนูอ่ะ 55 เด็ก มธ. ต้องติดดิน!) เรียนไม่ได้เรื่อง พูดมาก ไม่ตั้งใจเรียน มารยาททรามกับอาจารย์ (คืออาจารย์ส่วนใหญ่มาอยู่ไทยนานละ เค้าก็รู้ว่าคนไทยจริงแล้วมารยาทประมาณไหน อย่ามาทำตัวฝรั่งจ๋ามาก ไม่งามๆ) <<< พวกนี้มาจากเด็กธรรมศาสตร์ด้วยกันเองทั้งนั้น จะบอกว่าไม่ได้เป็นคนแบบนั้นแต่ต้องพิสูจน์ด้วยความประพฤติค่ะเรื่องพวกนี้ " Actions speak louder than words."


ก็ฝากไว้แค่นี้แล้วกัน วันหลังจะมาอบรมใหม่ :)

xoxo
Aom
http://www.guardian.co.uk/politics/2010/may/12/lib-dem-tory-deal-coalition

เผื่อใครอยากจะอ่าน พี่คิดว่าไม่ออกแต่รู้ไว้ก็ดีนะคะ :)
Just Type in Bas Tutors and BAMM!! :D


The 2011 State of the Union Address was a speech given by President Barack Obama at 9 p.m. EST on January 25, 2011, in the chamber of the United States House of Representatives.[1] As always, the presiding officers of the Senate and the House of Representatives, Vice President Joe Biden (as Senate President) and House Speaker John Boehner sat behind the president. This is the first time a Republican has sat behind President Obama during a joint session of Congress. In this joint session Obama outlined his “vision for an America that’s more determined, more competitive, better positioned for the future — an America where we out-innovate, we out-educate, we out-build the rest of the world; where we take responsibility for our deficits; where we reform our government to meet the demands of a new age.”

Source: Wikipedia

State of Union Address เป็นการกล่าว...ปราศัย? ประจำปีของประธานาธิบดีแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา โดยปีนี้โอบาม่าก็ได้มีการพูดเกี่ยวกับ "Winning the Future" โดยเป็นการพูดถึงนโยบายต่างๆที่เค้าสนับสนุนตั้งแต่เรื่องการลงทุนในด้านวิทยาศาสตร์ และการศึกษา (Education and Innovation) เค้าได้มีการพูดถึงเรื่อง Illegal Immigrants และก็แสดงความเห็นใจแก่ลูกหลานของผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายที่ไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับสูงได้เนื่องมาจากสถานะของพ่อ-แม่ ทั้งยังสนับสนุนให้คนต่างชาติที่เข้ามาเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีโอกาสทำงานให้ประเทศสหรัฐอเมริกาได้อย่างถูกกฎหมาย เค้ายังพูดถึงการยกระดับสถานะของครูในอเมริกา และสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นครูมากขึ้นเพื่อช่วยพัฒนาประเทศ ทั้งนี้เค้าเน้นไปในด้านวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ โอบาม่ายังให้ความหวังแก่เด็กอเมริกันด้วยว่าจะลดค่าเล่าเรียนให้เหลือไม่เกิน $10,000 ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งสี่ปี และเมื่อนักศึกษาเรียนจบมหาวิทยาลัยและมีงานทำแล้วก็จะให้จ่ายเงินคืนรัฐไม่เกิน 10% ของเงินเดือนต่อเดือนเพื่อไม่ให้กระทบถึงความเป็นอยู่ของคนอเมริกัน เค้ายังให้เหตุผลว่าเนื่องมาจากอเมริกาซึ่งเป็นประเทศแรกที่เกิดนวัตกรรม และเทคโนโลยีต่างๆขึ้นได้เกิดการหยุดชะงัก ในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆทำให้ประเทศที่เพิ่งจะกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้แซงหน้าไปหลายกิโลแล้วอีกด้วย โอบามายังให้ความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยสร้างเป้าหมายใหม่ให้กับประเทศสหรัฐอเมริกาในด้านการใช้พลังงานสะอาด (Clean Energy Technology) และ Biomedical Research รวมถึง Information Technology (เกี่ยวกับสาระสนเทศ??) ทั้งกลายทั้งปวงก็เนื่องมาจาก ธีม to win the future ของเค้า โดยบอกว่า "Let's fix what need fixing and let's move forward." หมายถึงว่าอเมริกาต้องแก้ไขสิ่งที่สนควรแก้ไข และเดินไปข้างหน้าได้แล้ว มิฉะนั้นขั้วอำนาจอาจเปลี่ยนที่ และ ประเทศมหาอำนาจของโลกก็อาจจะไม่ใช่ประเทศอเมริกาอีกต่อไป...




รายละเอียดกรุณาไปฟังต่อในคลิปนะคะ มีอะไรไม่เข้าใจก็ส่งอีเมล์ไปถามได้ที่ : BAS.tutor@gmail.com หรือใครที่ยังสนใจซื้อชีทอยู่ก็สามารถโทรมาสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0870134999 - อ้อม :-)

ปล. ช่วงนี้พี่จะอัพบล๊อกถี่ยิบนิดนึงนะคะ ถ้าอยากรู้อะไรเพิ่มเติมลองย้อนกลับไปดูโพสเก่าๆก่อนได้ค่ะ

อันนี้พูดถึงเรื่องความสำคัญของการศึกษา และ พลังงานสะอาด



Gay Marriage คือการแต่งงานของเพศเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ชาย กับ ชาย หรือ หญิง กับ หญิืง - ถือเป็นเรื่องที่ฮอตมากในอเมริืกา เนื่องจากว่าอเมริกาได้ชื่อว่าเป็นประเทศแห่งเสรีภาพ ซึ่งทุกๆคนไม่สมควรที่จะถูกกีดกันจากเรื่องต่างๆ เช่นคนดำไม่ควรที่จะโดนกีดกัน หรือ เหยียดเชื้อชาติโดยคนขาว และก็เช่นกันกับคนชาติอื่นๆ แต่เรื่องการแต่งงานของเพศเดียวกันก็ถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เพราะถึงแม้ว่าคนที่เป็นแกย์ในต่างประเทศจะไม่โดนมองในแง่ร้ายเท่ากับในประเทศไทยเรา หรือว่าประเทศอนุรักษ์นิยมประเทศอื่นๆ แต่ก็ไม่้ได้มีการยอมรับอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยเฉพาะในประเทศอเมริกา ซึ่งมีการอนุญาตให้คนเพศเดียวกันสามาถรแต่งงานกันได้ในบางรัฐ (แคลิฟอร์เนี่ย)เท่านั้น ดังนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ได้มีการเรียกร้อง และการเดินขบวนต่างๆเพื่อต้องให้กฎหมายสหรัฐฯอนุญาตให้การแต่งงานในเพศเดียวกันนั้นเป็นเรื่องปกติทั่วไป ซึ่งก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันจนถึงปัจจุบันนี้ค่ะ

วีดีโอนี้เป็นวีดีโอจากการโต้วาทีกันระหว่าง Joe Biden กับ Sarah Palin ในหัวข้อ Gay Marriage โดยข้อสรุปคือทั้งสองฝ่ายอยากให้คู่ Gay นั้นมีสิทธิในเรื่องการทำสัญญาคู่กัน และ การไปมาหาสู่ (ประมาณนั้น) แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังยืนยันว่าไม่้สนับสนุนการแต่งงานในเพศเดียวกัน สังเกตุได้ว่าเวลาพูดทั้งสองฝ่ายจะมีการสงวนท่าที ซึ่งเป็นเรื่องปกติทางการเมือง โดยการพูดจาวนไปวนมา งงๆ ทำให้เราไม่แน่ใจว่าสรุปจะพูดอะไรกันแน่ ขอสรุปละกันว่าถ้าเกิดเจอคำถามแบบนี้ก็ตอบไปแบบนักการเมือง เพราะเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลล้วน แต่หากสนับสนุนให้เน้นเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมกัน ถ้าไม่สนับสนุนก็ให้เน้นเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีไปละกันค่ะ




ส่วนอันนี้เป็นเรื่อง Healthcare Reform หลักๆคือเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพของคนอเมริกันทั้งประเทศ โดยรวมๆคือโอบาม่าต้องการให้ประกันสุขภาพกับพลเมืองอเมริกันทุกคน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ทำให้เกิดข้อโต้แย้ง และคนที่สนับสนุนมากมาย เพราะทุกวันนี้คนอเมริกันส่วนใหญ่ ไม่มีประกันสุขภาพที่ดีเพียงพอ บางคนก็ไม่มีเลย เนื่องมากจากปัญหาสุขภาพ หรือ โรคประจำตัวที่มีมาก่อนเข้าทำงาน (pre-existing conditions) และเค้าต้องก็ต้องการให้คนอเมริกันทุกคนมีสิทธิในการรักษาพยาบาลเท่าเทียมกัน แต่ปัญหาก็มีอยู่ว่าการให้ประกันสุขภาพกับชาวอเมริกันทุกคนเป็นเรื่องใหญ่ และต้องใช้งบประมาณสูงด้วย อีกเรื่องก็คือถ้าคนที่มีประกันสุขภาพที่ดีอยู่แล้วเค้าก็กลัวว่าจะต้องมารักษาพยาบาลกับคนอื่นด้วย (โอบาม่าบอกว่าใครมีที่ดีกว่ารัฐจะมอบให้ก็จะไม่ยุ่ง ประมาณนั้น) ลองดูวีดีโอไล่มานะคะ


Pros and Cons of the Healthcare Reform Bill



Republican Strikes Back


เอาไปดูกันนะคะ อันนี้ก็เป็นเหตุผลของโอบาม่าที่ต้องการให้มี Immigration Reform - คนอเมริกันที่ไม่ได้มีญาติ หรือ คนรู้จักที่เป็น Illegal Immigrants ก็จะมีมุมมองอีกแบบว่า โอบาม่าต้องการผ่านร่างกฎหมายนี้เพื่อขยายฐานเสียงของเค้า (ซึ่งก็น่าจะมีส่วนจริง) ทั้งยังเป็นการละเว้นโทษให้แก่ผู้คนที่ไม่เคารพกฎหมายของประเทศอเมริกา แต่อีกด้านนึงก็คือหากมีการผ่านกฎหมายนี้จริง ผู้ที่อยู่อาศัย และทำงานอย่างผิดกฎหมายในอเมริกาจะได้รับการละเว้นโทษ ทั้งยังได้รับสิทธิการเป็นพลเมืองของอเมริกา ซึ่งก็เป็นการหาเงินเข้าประเทศอีกทางหนึ่งเพราะว่าผู้ที่เข้ามาอยู่อย่างผิดกฎหมายจะไม่ต้องเสียภาษี (ถือเป็นการเอาเปรียบพลเมืองอเมริกันเป็นอย่างมาก) แต่หากพวกเค้าได้รับสิทธิการเป็นพลเมืองแล้ว พวกเค้าก็ต้องเสีบภาษีรายได้ให้แก่รัฐบาลเหมือนพลเมืองอเมริกันทั่วไปค่ะ